<?xml version='1.0' encoding='utf-8'?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="/static/rss.xsl"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
  <id>69</id>
  <title>techsauce</title>
  <updated>2026-06-04T01:32:25+00:00</updated>
  <author>
    <name>Unknown</name>
  </author>
  <link href="https://techsauce.co" rel="alternate"/>
  <generator uri="https://lkiesow.github.io/python-feedgen" version="1.0.0">python-feedgen</generator>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/commerce-ministry-boosts-smes-with-local-ecommerce</id>
    <title>กระทรวงพาณิชย์ผุด ‘ไทยช่วยไทย’ เพื่อ SME พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ดีล ThailandPostMart - Nex Gen Commerce</title>
    <updated>2026-06-04T01:32:25+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="ไทยช่วยไทย" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780565508_%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลครั้งสำคัญ เตรียมเปิดตัวโครงการ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกับ 2 แพลตฟอร์ม e-Commerce สัญชาติไทยอย่าง &lt;strong&gt;ThailandPostMart&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และ &lt;strong&gt;Nex Gen Commerce&lt;/strong&gt; ตั้งเป้าติดปีกและสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการชุมชน รายย่อยและ SME ทั่วประเทศ สามารถทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลคอมเมิร์ซได้อย่างเต็มรูปแบบและยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผ่ากลยุทธ์ 3 ไฮไลท์เด็ด ปลดล็อกต้นทุน หนุนยอดขายให้ผู้ประกอบการไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคที่ตลาดชะลอตัว โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาช่องทางขายทั่วไป แต่มาพร้อมกับกุญแจสำคัญ 3 ดอก ที่จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของ SME&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;0% GP หั่นค่าธรรมเนียมอุ้มผู้ค้า:&lt;/strong&gt; หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของ SME ในการขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์คือค่าธรรมเนียม แต่ในโครงการนี้ แพลตฟอร์มพันธมิตรทั้งสองยอมหั่นรายได้หลัก โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม GP ตลอดทั้งโครงการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้ผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;อัดฉีดสิทธิประโยชน์ ดึงดูดผู้ซื้อ:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ร่วมสนับสนุนคูปองส่วนลดมูลค่า 100 บาท จำนวนสูงถึง 500,000 ใบ พร้อมบริการฟรีค่าจัดส่ง เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Upskill สู่การเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ:&lt;/strong&gt; ตลอดโครงการ กรมฯ และทีมงานจากทั้ง 2 แพลตฟอร์ม จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา แนะนำการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อสร้างทักษะ Digital Literacy ให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตบนโลกออนไลน์ได้เองในระยะยาว&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า&lt;/strong&gt; โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการสร้างสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการดูแลผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และธุรกิจชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากจนถึงระดับประเทศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปั้นเทรนด์ &amp;lsquo;บริโภคไทยนิยม&amp;rsquo; ดัน 2,000 SME สู่ตลาดดิจิทัล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับในเฟสแรกนี้ หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ร่วมกันคัดเลือกผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ที่มีศักยภาพจำนวน 2,000 ราย เพื่อเข้าเปิดร้านค้าบนทั้ง 2 แพลตฟอร์ม โดยเกณฑ์การคัดเลือกจะเน้นไปที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และที่สำคัญต้องใช้วัตถุดิบรวมถึงผลิตในประเทศไทยเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กระบวนการนี้จัดขึ้นเพื่อผลักดันคอนเซปต์ &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยแข็งแกร่ง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มุ่งสร้างพฤติกรรม &amp;quot;บริโภคไทยนิยม&amp;quot; เพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว โดยเปิดรับสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ www.ไทยช่วยไทย.net&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เตรียม Kick-off งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดพิธีเปิดโครงการ &amp;lsquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&amp;rsquo; อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นประธานในพิธี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานดังกล่าวจะจัดขึ้น ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดและกิจกรรมต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ (Facebook Live) ของกระทรวงพาณิชย์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไปด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.dbd.go.th/news/24228052569" target="_blank"&gt;dbd&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/commerce-ministry-boosts-smes-with-local-ecommerce"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="ไทยช่วยไทย" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780565508_%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลครั้งสำคัญ เตรียมเปิดตัวโครงการ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกับ 2 แพลตฟอร์ม e-Commerce สัญชาติไทยอย่าง &lt;strong&gt;ThailandPostMart&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และ &lt;strong&gt;Nex Gen Commerce&lt;/strong&gt; ตั้งเป้าติดปีกและสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการชุมชน รายย่อยและ SME ทั่วประเทศ สามารถทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลคอมเมิร์ซได้อย่างเต็มรูปแบบและยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผ่ากลยุทธ์ 3 ไฮไลท์เด็ด ปลดล็อกต้นทุน หนุนยอดขายให้ผู้ประกอบการไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคที่ตลาดชะลอตัว โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาช่องทางขายทั่วไป แต่มาพร้อมกับกุญแจสำคัญ 3 ดอก ที่จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของ SME&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;0% GP หั่นค่าธรรมเนียมอุ้มผู้ค้า:&lt;/strong&gt; หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของ SME ในการขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์คือค่าธรรมเนียม แต่ในโครงการนี้ แพลตฟอร์มพันธมิตรทั้งสองยอมหั่นรายได้หลัก โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม GP ตลอดทั้งโครงการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้ผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;อัดฉีดสิทธิประโยชน์ ดึงดูดผู้ซื้อ:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ร่วมสนับสนุนคูปองส่วนลดมูลค่า 100 บาท จำนวนสูงถึง 500,000 ใบ พร้อมบริการฟรีค่าจัดส่ง เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Upskill สู่การเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ:&lt;/strong&gt; ตลอดโครงการ กรมฯ และทีมงานจากทั้ง 2 แพลตฟอร์ม จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา แนะนำการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อสร้างทักษะ Digital Literacy ให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตบนโลกออนไลน์ได้เองในระยะยาว&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า&lt;/strong&gt; โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการสร้างสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการดูแลผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และธุรกิจชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากจนถึงระดับประเทศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปั้นเทรนด์ &amp;lsquo;บริโภคไทยนิยม&amp;rsquo; ดัน 2,000 SME สู่ตลาดดิจิทัล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับในเฟสแรกนี้ หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ร่วมกันคัดเลือกผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ที่มีศักยภาพจำนวน 2,000 ราย เพื่อเข้าเปิดร้านค้าบนทั้ง 2 แพลตฟอร์ม โดยเกณฑ์การคัดเลือกจะเน้นไปที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และที่สำคัญต้องใช้วัตถุดิบรวมถึงผลิตในประเทศไทยเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กระบวนการนี้จัดขึ้นเพื่อผลักดันคอนเซปต์ &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยแข็งแกร่ง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มุ่งสร้างพฤติกรรม &amp;quot;บริโภคไทยนิยม&amp;quot; เพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว โดยเปิดรับสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ www.ไทยช่วยไทย.net&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เตรียม Kick-off งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดพิธีเปิดโครงการ &amp;lsquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&amp;rsquo; อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นประธานในพิธี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานดังกล่าวจะจัดขึ้น ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดและกิจกรรมต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ (Facebook Live) ของกระทรวงพาณิชย์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไปด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.dbd.go.th/news/24228052569" target="_blank"&gt;dbd&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-04T01:32:25+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/9-free-ai-courses-for-beginners</id>
    <title>9 คอร์สเรียน AI ฟรี! จากบริษัทเทคฯ ระดับโลก เรียนได้แม้ไม่มีพื้นฐาน</title>
    <updated>2026-06-04T00:39:00+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="คอร์สเรียน AI ฟรี" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780562111_%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_AI_%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใครที่อยากเรียน AI แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ตอนนี้บริษัทเทคฯ ชั้นนำหลายแห่งเปิดคอร์สให้เรียนฟรีตั้งแต่พื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, Google, Microsoft, NVIDIA, Anthropic, AWS และ Meta&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภายในคอร์สครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจพื้นฐานของ AI การใช้งานเครื่องมือ เช่น ChatGPT, Claude และ Copilot ไปจนถึงการพัฒนาโมเดลและแอปพลิเคชัน AI สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;1. OpenAI Academy&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;OpenAI เปิดแพลตฟอร์มเรียน AI ฟรีสำหรับทุกคน ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงนักพัฒนา ครอบคลุมทั้งการเขียน Prompt การใช้ ChatGPT วิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างระบบอัตโนมัติด้วย AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;On-demand Events&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Public Content Sessions&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://academy.openai.com/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://academy.openai.com/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2. Google AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภายในคอร์สจะเรียนผ่าน Grow with Google และ Google Cloud Skills Boost โดยมีเนื้อหาครอบคลุมพื้นฐาน AI และการนำไปใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องการทำความเข้าใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Introduction to Generative AI&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Introduction to Large Language Models&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Introduction to Responsible AI&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://grow.google/ai?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://grow.google/ai?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;3. Microsoft Learn&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การทำความเข้าใจ AI เบื้องต้น ไปจนถึงการใช้งานเครื่องมือของ Microsoft อย่าง Copilot และ Azure AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Microsoft AI Fluency&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Get Started with Microsoft Copilot Studio&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Use AI for Everyday Tasks&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://learn.microsoft.com/en-us/training/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://learn.microsoft.com/en-us/training/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;4. Anthropic Academy&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ AI และการใช้งาน Claude ในสถานการณ์จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Claude 101&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Fluency: Framework &amp;amp; Foundations&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Fluency for Small Businesses&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://anthropic.skilljar.com/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://anthropic.skilljar.com/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;5. NVIDIA Deep Learning Institute&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภายในคอร์สจะครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาโมเดล AI และการใช้ GPU สำหรับงานประมวลผล เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการต่อยอดทักษะด้าน AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Generative AI Explained&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Building A Brain in 10 Minutes&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Agentic AI Explained&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.nvidia.com/en-us/training/find-training/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://www.nvidia.com/en-us/training/find-training/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;6. DeepLearning.AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เน้นคอร์สเรียนระยะสั้นที่สามารถเรียนตามได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่ยังไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;AI for Everyone&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Generative AI for Everyone&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Prompting for Everyone&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.deeplearning.ai/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://www.deeplearning.ai/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;7. Hugging Face&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เน้นการฝึกปฏิบัติและการเขียนโค้ด เหมาะสำหรับผู้ที่อยากก้าวจากการเป็นผู้ใช้งาน AI ไปสู่การสร้างและพัฒนา AI ด้วยตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;LLM Course&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Agents Course&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Open-Source AI Cookbook&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://huggingface.co/learn?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://huggingface.co/learn?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;8. IBM SkillsBuild&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะด้าน AI ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คนทำงานหรือผู้ที่กำลังเปลี่ยนสายอาชีพ โดยมี Digital Badge ให้หลังเรียนจบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Introduction to Large Language Models&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Mastering the Art of Prompting&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Introduction to Generative AI&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://skillsbuild.org/college-students/course-catalog?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://skillsbuild.org/college-students/course-catalog?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;9. Meta AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเข้าใจ AI ให้ลึกขึ้น โดยเนื้อหาจะเน้นโมเดลตระกูล Llama และ AI แบบโอเพนซอร์ส ซึ่งหลายคอร์สพัฒนาร่วมกับ DeepLearning.AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Prompt Engineering with Llama&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Building with Llama 4&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Llama Developer Resources and Cookbooks&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://ai.meta.com/learn/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://ai.meta.com/learn/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://aitoolsclub.com/10-platforms-offering-free-ai-courses-in-2026-and-the-exact-courses-to-start-with/?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=other" target="_blank"&gt;aitoolsclub&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/9-free-ai-courses-for-beginners"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="คอร์สเรียน AI ฟรี" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780562111_%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_AI_%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใครที่อยากเรียน AI แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ตอนนี้บริษัทเทคฯ ชั้นนำหลายแห่งเปิดคอร์สให้เรียนฟรีตั้งแต่พื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, Google, Microsoft, NVIDIA, Anthropic, AWS และ Meta&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภายในคอร์สครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจพื้นฐานของ AI การใช้งานเครื่องมือ เช่น ChatGPT, Claude และ Copilot ไปจนถึงการพัฒนาโมเดลและแอปพลิเคชัน AI สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;1. OpenAI Academy&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;OpenAI เปิดแพลตฟอร์มเรียน AI ฟรีสำหรับทุกคน ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงนักพัฒนา ครอบคลุมทั้งการเขียน Prompt การใช้ ChatGPT วิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างระบบอัตโนมัติด้วย AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;On-demand Events&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Public Content Sessions&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://academy.openai.com/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://academy.openai.com/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2. Google AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภายในคอร์สจะเรียนผ่าน Grow with Google และ Google Cloud Skills Boost โดยมีเนื้อหาครอบคลุมพื้นฐาน AI และการนำไปใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องการทำความเข้าใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Introduction to Generative AI&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Introduction to Large Language Models&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Introduction to Responsible AI&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://grow.google/ai?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://grow.google/ai?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;3. Microsoft Learn&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การทำความเข้าใจ AI เบื้องต้น ไปจนถึงการใช้งานเครื่องมือของ Microsoft อย่าง Copilot และ Azure AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Microsoft AI Fluency&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Get Started with Microsoft Copilot Studio&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Use AI for Everyday Tasks&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://learn.microsoft.com/en-us/training/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://learn.microsoft.com/en-us/training/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;4. Anthropic Academy&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ AI และการใช้งาน Claude ในสถานการณ์จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Claude 101&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Fluency: Framework &amp;amp; Foundations&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Fluency for Small Businesses&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://anthropic.skilljar.com/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://anthropic.skilljar.com/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;5. NVIDIA Deep Learning Institute&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภายในคอร์สจะครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาโมเดล AI และการใช้ GPU สำหรับงานประมวลผล เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการต่อยอดทักษะด้าน AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Generative AI Explained&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Building A Brain in 10 Minutes&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Agentic AI Explained&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.nvidia.com/en-us/training/find-training/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://www.nvidia.com/en-us/training/find-training/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;6. DeepLearning.AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เน้นคอร์สเรียนระยะสั้นที่สามารถเรียนตามได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่ยังไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;AI for Everyone&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Generative AI for Everyone&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Prompting for Everyone&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.deeplearning.ai/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://www.deeplearning.ai/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;7. Hugging Face&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เน้นการฝึกปฏิบัติและการเขียนโค้ด เหมาะสำหรับผู้ที่อยากก้าวจากการเป็นผู้ใช้งาน AI ไปสู่การสร้างและพัฒนา AI ด้วยตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;LLM Course&lt;/li&gt;&lt;li&gt;AI Agents Course&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Open-Source AI Cookbook&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://huggingface.co/learn?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://huggingface.co/learn?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;8. IBM SkillsBuild&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะด้าน AI ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คนทำงานหรือผู้ที่กำลังเปลี่ยนสายอาชีพ โดยมี Digital Badge ให้หลังเรียนจบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Introduction to Large Language Models&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Mastering the Art of Prompting&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Introduction to Generative AI&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://skillsbuild.org/college-students/course-catalog?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://skillsbuild.org/college-students/course-catalog?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;9. Meta AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเข้าใจ AI ให้ลึกขึ้น โดยเนื้อหาจะเน้นโมเดลตระกูล Llama และ AI แบบโอเพนซอร์ส ซึ่งหลายคอร์สพัฒนาร่วมกับ DeepLearning.AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอร์สที่แนะนำ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Prompt Engineering with Llama&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Building with Llama 4&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Llama Developer Resources and Cookbooks&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ลิงก์ลงทะเบียนเรียน: &lt;a class="fr-strong" href="https://ai.meta.com/learn/?ref=aitoolsclub.com" target="_blank"&gt;https://ai.meta.com/learn/?ref=aitoolsclub.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://aitoolsclub.com/10-platforms-offering-free-ai-courses-in-2026-and-the-exact-courses-to-start-with/?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=other" target="_blank"&gt;aitoolsclub&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-04T00:39:00+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/microsoft-build-2026-highlights</id>
    <title>สรุปงาน Microsoft Build 2026 เปิดโมเดล AI ที่พัฒนาเอง 7 ตัว ดันเอเจนต์ที่ 'เป็นเจ้าของได้จริง' พร้อมชิปควอนตัม Majorana 2</title>
    <updated>2026-06-03T22:52:25+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555791_Microsoft_Build_2026__800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Microsoft ยกโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดขึ้นเวที Build 2026 พร้อมกันถึง 7 ตัว นำโดย MAI-Thinking-1 โมเดลเชิงเหตุผลตัวแรกของบริษัทที่เคลมว่าได้คะแนนความพึงพอใจเหนือ Claude Sonnet 4.6 และเขียนโค้ดได้เทียบเท่า Opus 4.6 บนเกณฑ์มาตรฐาน SWE Bench Pro นี่เป็นแค่หนึ่งในของใหม่ที่ถูกประกาศในงานปีนี้ ซึ่งทั้งหมดวนอยู่รอบแนวคิดเดียวกันคือ ทำอย่างไรให้นักพัฒนาและองค์กรสร้างเอเจนต์ Artificial Intelligence (AI) ที่ 'เป็นเจ้าของได้จริง' โดยไม่ต้องแลกข้อมูลบริษัทไปกับเครื่องมือที่อยากใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แก่นที่ Microsoft วางไว้ตลอดงานคือเทคโนโลยีต้องมาคู่กับความปลอดภัยเสมอ บนโครงสร้างที่เปิดกว้าง รองรับหลายโมเดล และยืดหยุ่นตั้งแต่ระดับชิปประมวลผลไปจนถึงคลาวด์ เราสรุปไฮไลต์ที่น่าสนใจของ Build 2026 มาให้ในที่เดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เอเจนต์ที่คิดและทำงานได้เหมือนตัวคุณเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;โจทย์ที่ Microsoft พยายามตอบคือ เมื่อโมเดล AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ และใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ สิ่งที่จะสร้างความต่างให้แต่ละองค์กรจึงไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือ 'ความเป็นเจ้าของ AI ตัวนั้นอย่างแท้จริง' บริษัทย้ำจุดยืนว่าอยากสร้างอีโคซิสเท็มที่ให้อำนาจองค์กรในการจัดการข้อมูลและสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ไม่ใช่ระบบที่ดูดข้อมูลและคุณค่ากลับไปหาผู้ให้บริการหรือเจ้าของโมเดล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของเรื่องนี้คือข้อมูลบริบทที่ถูกต้อง Microsoft จึงเปิดให้ใช้งาน Microsoft IQ อย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งบน GitHub Copilot, Microsoft Foundry และ Copilot Studio โดยทำหน้าที่เป็นชั้นข้อมูลบริบทแบบใหม่ที่เชื่อมเอเจนต์ AI เข้ากับทั้งความรู้ของโลกภายนอกและคลังความรู้ภายในองค์กร ตัวระบบแตกออกเป็นหลายส่วน เริ่มจาก Work IQ ที่รวบรวมและทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานจริงในองค์กรผ่าน Microsoft 365 ทั้งข้อมูลบุคคล อีเมล เอกสาร และการประชุม โดย Work IQ APIs จะเปิดให้นักพัฒนาเขียนโค้ดเชื่อมต่อตรงได้ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ต่อด้วย Fabric IQ ที่วางโครงสร้างพื้นฐานให้ AI เข้าใจข้อมูลธุรกิจที่มีโครงสร้างซับซ้อน และ Foundry IQ ที่ทำหน้าที่ร้อยข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ช่วยวางแผนค้นหาและดึงข้อมูลอ้างอิงทั้งจากในองค์กรและข้อมูลล่าสุดบนอินเทอร์เน็ต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดคือ Web IQ ซึ่ง Microsoft เคลมว่าเป็นระบบค้นหาข้อมูลบนเว็บที่เร็วที่สุดสำหรับนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงให้เอเจนต์ ออกแบบมาเพื่อทำงานกับ AI โดยเฉพาะ เชื่อมต่อกับโมเดลใดก็ได้ รองรับโปรโตคอลมาตรฐานแบบเปิดอย่าง Model Context Protocol (MCP) และดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมาได้เร็วกว่าระบบทั่วไปเกือบ 2.5 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกตัวที่น่าจับตาคือ Microsoft Scout เอเจนต์ส่วนตัวสำหรับคนทำงานที่เปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Frontier ทดลองใช้แล้ววันนี้ Scout พัฒนาบน OpenClaw และ Work IQ เรียนรู้รูปแบบการทำงานของผู้ใช้ และเชื่อมกับเครื่องมือที่ใช้ประจำอย่าง Teams และ Outlook เพื่อช่วยเตรียมข้อมูลก่อนประชุม จัดการนัดหมายที่ชนกันในปฏิทิน และสะสางงานประจำวันให้อัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคอยสั่ง ซึ่ง Microsoft บอกว่าจะทยอยขยายขีดความสามารถและเปิดใช้งานเป็นวงกว้างต่อไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555820_Microsoft_Build_2026__800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;โมเดลตระกูล MAI ใหม่ 7 ตัว ที่พัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ต้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในระดับโมเดล ทีม Microsoft AI Superintelligence เปิดตัวตระกูลโมเดลใหม่ที่พัฒนาเองถึง 7 ตัว พระเอกคือ MAI-Thinking-1 โมเดลเชิงเหตุผลตัวแรกของบริษัทที่ฝึกสอนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ไม่มีการถ่ายทอดความรู้จากโมเดลอื่น และใช้ชุดข้อมูลระดับองค์กรที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้นำไปต่อยอดได้อย่างสบายใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;MAI-Thinking-1 เป็นโมเดลขนาดกลาง มีพารามิเตอร์ทำงานอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านพารามิเตอร์ และรองรับข้อมูลบริบทขนาด 128,000 โทเค็น จุดขายคือประสิทธิภาพสูงในราคาประหยัด โดยจากผลทดสอบแบบปิดโดยผู้ประเมินอิสระ โมเดลนี้ได้คะแนนความพึงพอใจสูงกว่า Claude Sonnet 4.6 และมีทักษะเขียนโค้ดบนเกณฑ์ SWE Bench Pro เทียบเท่า Opus 4.6 ออกแบบมาสำหรับงานที่มีคำสั่งซับซ้อนหลายขั้นตอน การวิเคราะห์เชิงเหตุผลจากข้อมูลยาว ๆ และการเขียนโค้ด ตอนนี้เปิดให้ทดลองใช้ในระบบทดสอบแบบจำกัดกลุ่มบน Foundry แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนที่เหลือในตระกูลเดียวกันก็มีของให้เล่นครบทุกรูปแบบ เริ่มจาก MAI-Image-2.5 และรุ่น Flash โมเดลแรกของบริษัทที่รองรับทั้งการแปลงข้อความเป็นภาพ (Text-to-Image) ซึ่งทำคะแนนความพึงพอใจ (ELO) แซงหน้า Nano Banana Pro และการแปลงภาพเป็นภาพ (Image-to-Image) เหมาะกับงานสร้างสรรค์ ตอนนี้ใช้ได้แล้วใน PowerPoint กำลังทยอยเปิดบน OneDrive และพร้อมใช้บน Foundry แล้ววันนี้ ถัดมาคือ MAI Transcribe 1.5 ที่ให้ความแม่นยำระดับแนวหน้าในการถอดเสียงครอบคลุม 43 ภาษา และกำลังจะมีระบบถอดเสียงแบบเรียลไทม์ตามมา ด้าน MAI-Voice-2 และรุ่น Flash เปิดให้ใช้ในภาษาใหม่เพิ่มอีกกว่า 15 ภาษา พร้อมตัวเลือกเสียงสังเคราะห์แบบใหม่ ปิดท้ายด้วย MAI-Code-1 โมเดลเขียนโค้ดประสิทธิภาพสูงที่ปรับแต่งมาเพื่อ GitHub โดยเฉพาะ และพร้อมใช้บน Copilot และ Visual Studio Code แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ Microsoft ไม่ได้ขังโมเดลตระกูล MAI ไว้บนแพลตฟอร์มตัวเอง แต่เปิดให้ใช้บนคลาวด์พันธมิตรอย่าง Fireworks AI, Baseten และ Open Router ด้วย โดย Fireworks AI เปิดให้บริการทั่วไปบน Foundry แล้ว ทำให้นักพัฒนาทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวพร้อมระบบความปลอดภัยระดับองค์กรและการเก็บข้อมูลไว้ในภูมิภาคที่กำหนดของ Azure ไม่ว่าจะเลือกโมเดลค่ายไหนก็ตาม และสำหรับองค์กรที่อยากปั้นโมเดลเฉพาะทางของตัวเองแบบเต็มสูบ ยังมี Frontier Tuning ที่นำการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกมาปรับใช้ภายใต้ขอบเขตการกำกับดูแลความปลอดภัยขององค์กร ช่วยให้เอเจนต์เรียนรู้วิธีทำงานจริงของธุรกิจจากข้อมูลและขั้นตอนขององค์กรเอง เปิดให้ทดสอบแบบจำกัดแล้ววันนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ความปลอดภัยของเอเจนต์ ที่คุมได้จากที่เดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อเอเจนต์เริ่มกระจายไปอยู่ทุกที่ Microsoft จึงเปิดตัว Agent 365 for Local Agents สำหรับตรวจสอบ กำกับดูแล และรักษาความปลอดภัยให้เอเจนต์ทั้งหมดในองค์กรที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยเชื่อมเข้ากับ Entra, Defender และ Purview ทำให้คุมเอเจนต์ทุกตัวได้จากที่เดียว ไม่ว่าจะติดตั้งอยู่ที่ไหนหรือพัฒนาบนแพลตฟอร์มใด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเปิดโครงการโอเพนซอร์สสำคัญ 2 โครงการ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลให้เอเจนต์บนทุกเครื่องมือพัฒนา ได้แก่ ASSERT สำหรับประเมินความปลอดภัยตามนโยบายขององค์กร และ Agent Control Specification ที่กำหนดมาตรฐานกลางว่าควรเข้าไปควบคุมความปลอดภัยของเอเจนต์ตรงจุดไหนและอย่างไรในขณะที่ AI กำลังทำงาน และเพื่อเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ Microsoft ยังเปิดตัว Codename MDASH ระบบรักษาความปลอดภัยยุคใหม่ที่ส่งเอเจนต์ AI กว่า 100 ตัวเข้าไปช่วยกันไล่หาช่องโหว่ ตั้งแต่เส้นทางการไหลของข้อมูล ตรรกะธุรกิจ ไปจนถึงวิธีที่แฮกเกอร์จะใช้โจมตี เมื่อเจอปัญหาก็จะส่งคำแนะนำแก้ไขที่ตรงจุดไปยังหน้าต่างควบคุม Defender Portal ให้ผู้ดูแลจัดการได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;รันงาน AI หนัก ๆ ได้จบบนเครื่องตัวเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในความเจ็บปวดของการพัฒนา AI คือต้องนั่งรอคลาวด์ประมวลผลเป็นชั่วโมง ๆ Microsoft จึงพยายามดึงงานหนักกลับมาจบบนเครื่องของนักพัฒนาเอง เริ่มที่ระดับชิปด้วย Surface RTX Spark Dev Box คอมพิวเตอร์สเปกแรงที่ออกแบบมารองรับงานต่อเนื่องยาวนาน ทั้งการสอนโมเดล ขั้นตอนซับซ้อนของเอเจนต์ และการปรับแต่งโมเดลในเครื่อง โดยคุมการใช้พลังงานและความร้อนไว้ต่ำเพียง 100 วัตต์ ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง NVIDIA RTX Spark ที่ให้ประสิทธิภาพประมวลผล AI สูงสุดถึง 1 Petaflop พร้อมหน่วยความจำรวม 128 GB รันโมเดล AI ขนาดใหญ่ถึง 1.2 แสนล้านพารามิเตอร์ได้ตรงบนเครื่อง โดยไม่ต้องเสียเงินเช่าการ์ดจอบนคลาวด์เพิ่ม แถมยังตั้งค่าระบบมาให้พร้อมใช้ ทั้งระบบจำลองสถานการณ์ Windows Subsystem for Linux 2 (WSL 2) ที่เข้าถึงการ์ดจอโดยตรง ระบบประมวลผล CUDA เต็มรูปแบบ และเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Visual Studio Code กับ GitHub Copilot ติดตั้งมาให้แล้ว โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายปีนี้ผ่าน Microsoft.com&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในระดับระบบปฏิบัติการ Microsoft กำลังเปลี่ยน Windows ให้รองรับการทำงานของเอเจนต์อย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว Microsoft Execution Containers (MXC) เวอร์ชันทดสอบ ที่ช่วยให้นักพัฒนาและฝ่ายไอทีสร้างพื้นที่จำลองสำหรับทดสอบเอเจนต์ตามมาตรฐานองค์กรได้ง่าย ๆ โดยให้ตัว Windows เองคุมเข้มและจำกัดขอบเขตความปลอดภัยให้โดยตรง ตั้งกฎครั้งเดียว Windows จะคุมกฎนั้นในทุกที่ที่เอเจนต์เปิดทำงาน ตอนนี้ถูกนำไปใช้กับ OpenClaw บน Windows แล้ว ช่วยให้เอเจนต์ทำงานหลายขั้นตอนได้อย่างปลอดภัยในขอบเขตที่กำหนด ขณะที่ระบบ OpenShell ของ NVIDIA ซึ่งพัฒนาบนสถาปัตยกรรม MXC ก็เข้ามาเสริมเรื่องการจัดการความปลอดภัย การกำหนดเส้นทางประมวลผลคำสั่ง และการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้นักพัฒนาได้ระบบที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ส่วนฝ่ายไอทียังตรวจสอบและควบคุมความปลอดภัยได้สม่ำเสมอ ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจำลอง (Virtual Machines) และคลาวด์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเมื่อต้องย้ายเอเจนต์ขึ้นคลาวด์ บริการ Foundry Agent Service เวอร์ชันทดสอบ จะรองรับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ด้วยจุดเด่นอย่างพื้นที่จำลองที่ปลอดภัยพร้อมใช้ในแต่ละรอบการทำงาน ระบบแยกส่วนการรันโค้ด หน่วยความจำถาวร และการขยายขนาดได้ยืดหยุ่นตามการใช้งานจริง ซึ่ง Microsoft วางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเอเจนต์ เหมือนกับที่คอนเทนเนอร์เคยเป็นหัวใจของแอปบนคลาวด์ในอดีต&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปิดช่องว่างจากโค้ดที่เขียนเสร็จ ไปจนถึงขึ้นระบบจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ AI จะช่วยเขียนโค้ดได้เร็วขึ้นมาก แต่ Microsoft มองว่านั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะนักพัฒนายังเสียเวลาอีกมากกับขั้นตอนหลังจากนั้น จึงพัฒนาแอป GitHub Copilot เวอร์ชันทดสอบ ขึ้นมาเพื่อให้พัฒนาด้วย AI บนเครื่องของตัวเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เปลี่ยนไอเดียหรือข้อผิดพลาดที่เจอให้กลายเป็นโค้ดจริง ไปจนถึงส่งโค้ดผ่านขั้นตอนตรวจสอบ การรันระบบทดสอบอัตโนมัติ (Continuous Integration) และการรวมโค้ดเข้าระบบ โดยสั่งให้ AI หลายตัวแยกกันทำงานขนานได้อย่างเป็นสัดส่วนผ่านระบบ git worktrees งานจึงไม่ปะปนกัน และนักพัฒนายังเป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจในทุกขั้นตอนสำคัญเหมือนเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกคอขวดที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือตอนนำแอปขึ้นใช้งานจริง ที่ต้องนั่งเชื่อมระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งฐานข้อมูล ช่องทางเชื่อมต่อระบบ (Application Programming Interface) ระบบยืนยันตัวตน และการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน Microsoft จึงพัฒนา Project Rayfin เวอร์ชันทดสอบ บน Microsoft Fabric ให้ทำหน้าที่เป็นบริการหลังบ้านสำเร็จรูปที่เชื่อมผ่านขั้นตอนการทำงานของ GitHub ช่วยให้ส่งแอปต้นแบบขึ้นใช้งานจริงได้ทันทีโดยไม่ต้องลงไปจัดการเซิร์ฟเวอร์หลังบ้านเอง อีกทั้งการทำงานร่วมกับ Replit ยังช่วยสร้างทางลัดในการนำแอปต้นแบบขึ้นระบบจริงตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์กรได้ตั้งแต่วันแรก และเมื่อแอปขยายตัวใหญ่ขึ้น Azure HorizonDB ซึ่งเป็นบริการฐานข้อมูล PostgreSQL บน Azure ที่ดูแลโดย Microsoft จะเข้ามารองรับการใช้งานหนาแน่นได้อย่างเสถียร โดยผลทดสอบภายในพบว่าส่งผ่านข้อมูลได้เร็วกว่าการตั้งค่าและดูแลฐานข้อมูลด้วยตัวเองถึงกว่า 3 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555872_Microsoft_Build_2026__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากช่วยเขียนโค้ด สู่การช่วยคิดค้นทางวิทยาศาสตร์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก้าวที่ Microsoft อยากไปต่อคือให้ AI ข้ามจากการช่วยเขียนโค้ด ไปสู่การช่วยนักวิทยาศาสตร์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ โดยวันนี้ Microsoft Discovery พร้อมเปิดใช้งานทั่วไปอย่างเป็นทางการแล้ว แพลตฟอร์มนี้ทำงานบนคลาวด์ Azure เป็นผู้ช่วย AI ระดับองค์กรที่ดูแลกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แบบครบวงจร และมีบริษัทชั้นนำนำไปใช้จริงแล้ว เช่น BHP ที่ใช้ค้นหาวิธีสกัดแร่ทองแดงจนสำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่เดือนแทนที่จะเป็นหลายปี, Syensqo ที่ใช้เร่งการวิจัยและพัฒนาสารกึ่งตัวนำ และ GSK ที่ใช้คิดค้นและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังเปิดแอป Discovery เวอร์ชันฟรีสำหรับติดตั้งใช้ในเครื่อง เพื่อสนับสนุนชุมชนนักวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง โดยใช้เพียงบัญชี GitHub Copilot และเปิดให้ทดลองใช้แล้วในช่วงทดสอบระบบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และของชิ้นที่ทะเยอทะยานที่สุดในงานคือ Majorana 2 ชิปควอนตัมคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ Microsoft ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของระบบ โดยมีอายุการทำงานของคิวบิตเฉลี่ยถึง 20 วินาที และอยู่ได้นานสุดถึงหนึ่งนาที ซึ่งเสถียรและน่าเชื่อถือกว่ารุ่นก่อนถึง 1,000 เท่า พร้อมแนวทางบรรจุคิวบิตจำนวนหนึ่งล้านตัวลงบนชิปขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ และด้วยความช่วยเหลือจาก AI บริษัทมั่นใจว่าจะสร้างเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานจริงในระดับสเกลได้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2572&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/microsoft-build-2026-highlights"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555791_Microsoft_Build_2026__800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Microsoft ยกโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดขึ้นเวที Build 2026 พร้อมกันถึง 7 ตัว นำโดย MAI-Thinking-1 โมเดลเชิงเหตุผลตัวแรกของบริษัทที่เคลมว่าได้คะแนนความพึงพอใจเหนือ Claude Sonnet 4.6 และเขียนโค้ดได้เทียบเท่า Opus 4.6 บนเกณฑ์มาตรฐาน SWE Bench Pro นี่เป็นแค่หนึ่งในของใหม่ที่ถูกประกาศในงานปีนี้ ซึ่งทั้งหมดวนอยู่รอบแนวคิดเดียวกันคือ ทำอย่างไรให้นักพัฒนาและองค์กรสร้างเอเจนต์ Artificial Intelligence (AI) ที่ 'เป็นเจ้าของได้จริง' โดยไม่ต้องแลกข้อมูลบริษัทไปกับเครื่องมือที่อยากใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แก่นที่ Microsoft วางไว้ตลอดงานคือเทคโนโลยีต้องมาคู่กับความปลอดภัยเสมอ บนโครงสร้างที่เปิดกว้าง รองรับหลายโมเดล และยืดหยุ่นตั้งแต่ระดับชิปประมวลผลไปจนถึงคลาวด์ เราสรุปไฮไลต์ที่น่าสนใจของ Build 2026 มาให้ในที่เดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เอเจนต์ที่คิดและทำงานได้เหมือนตัวคุณเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;โจทย์ที่ Microsoft พยายามตอบคือ เมื่อโมเดล AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ และใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ สิ่งที่จะสร้างความต่างให้แต่ละองค์กรจึงไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือ 'ความเป็นเจ้าของ AI ตัวนั้นอย่างแท้จริง' บริษัทย้ำจุดยืนว่าอยากสร้างอีโคซิสเท็มที่ให้อำนาจองค์กรในการจัดการข้อมูลและสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ไม่ใช่ระบบที่ดูดข้อมูลและคุณค่ากลับไปหาผู้ให้บริการหรือเจ้าของโมเดล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของเรื่องนี้คือข้อมูลบริบทที่ถูกต้อง Microsoft จึงเปิดให้ใช้งาน Microsoft IQ อย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งบน GitHub Copilot, Microsoft Foundry และ Copilot Studio โดยทำหน้าที่เป็นชั้นข้อมูลบริบทแบบใหม่ที่เชื่อมเอเจนต์ AI เข้ากับทั้งความรู้ของโลกภายนอกและคลังความรู้ภายในองค์กร ตัวระบบแตกออกเป็นหลายส่วน เริ่มจาก Work IQ ที่รวบรวมและทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานจริงในองค์กรผ่าน Microsoft 365 ทั้งข้อมูลบุคคล อีเมล เอกสาร และการประชุม โดย Work IQ APIs จะเปิดให้นักพัฒนาเขียนโค้ดเชื่อมต่อตรงได้ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ต่อด้วย Fabric IQ ที่วางโครงสร้างพื้นฐานให้ AI เข้าใจข้อมูลธุรกิจที่มีโครงสร้างซับซ้อน และ Foundry IQ ที่ทำหน้าที่ร้อยข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ช่วยวางแผนค้นหาและดึงข้อมูลอ้างอิงทั้งจากในองค์กรและข้อมูลล่าสุดบนอินเทอร์เน็ต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดคือ Web IQ ซึ่ง Microsoft เคลมว่าเป็นระบบค้นหาข้อมูลบนเว็บที่เร็วที่สุดสำหรับนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงให้เอเจนต์ ออกแบบมาเพื่อทำงานกับ AI โดยเฉพาะ เชื่อมต่อกับโมเดลใดก็ได้ รองรับโปรโตคอลมาตรฐานแบบเปิดอย่าง Model Context Protocol (MCP) และดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมาได้เร็วกว่าระบบทั่วไปเกือบ 2.5 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกตัวที่น่าจับตาคือ Microsoft Scout เอเจนต์ส่วนตัวสำหรับคนทำงานที่เปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Frontier ทดลองใช้แล้ววันนี้ Scout พัฒนาบน OpenClaw และ Work IQ เรียนรู้รูปแบบการทำงานของผู้ใช้ และเชื่อมกับเครื่องมือที่ใช้ประจำอย่าง Teams และ Outlook เพื่อช่วยเตรียมข้อมูลก่อนประชุม จัดการนัดหมายที่ชนกันในปฏิทิน และสะสางงานประจำวันให้อัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคอยสั่ง ซึ่ง Microsoft บอกว่าจะทยอยขยายขีดความสามารถและเปิดใช้งานเป็นวงกว้างต่อไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555820_Microsoft_Build_2026__800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;โมเดลตระกูล MAI ใหม่ 7 ตัว ที่พัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ต้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในระดับโมเดล ทีม Microsoft AI Superintelligence เปิดตัวตระกูลโมเดลใหม่ที่พัฒนาเองถึง 7 ตัว พระเอกคือ MAI-Thinking-1 โมเดลเชิงเหตุผลตัวแรกของบริษัทที่ฝึกสอนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ไม่มีการถ่ายทอดความรู้จากโมเดลอื่น และใช้ชุดข้อมูลระดับองค์กรที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้นำไปต่อยอดได้อย่างสบายใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;MAI-Thinking-1 เป็นโมเดลขนาดกลาง มีพารามิเตอร์ทำงานอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านพารามิเตอร์ และรองรับข้อมูลบริบทขนาด 128,000 โทเค็น จุดขายคือประสิทธิภาพสูงในราคาประหยัด โดยจากผลทดสอบแบบปิดโดยผู้ประเมินอิสระ โมเดลนี้ได้คะแนนความพึงพอใจสูงกว่า Claude Sonnet 4.6 และมีทักษะเขียนโค้ดบนเกณฑ์ SWE Bench Pro เทียบเท่า Opus 4.6 ออกแบบมาสำหรับงานที่มีคำสั่งซับซ้อนหลายขั้นตอน การวิเคราะห์เชิงเหตุผลจากข้อมูลยาว ๆ และการเขียนโค้ด ตอนนี้เปิดให้ทดลองใช้ในระบบทดสอบแบบจำกัดกลุ่มบน Foundry แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนที่เหลือในตระกูลเดียวกันก็มีของให้เล่นครบทุกรูปแบบ เริ่มจาก MAI-Image-2.5 และรุ่น Flash โมเดลแรกของบริษัทที่รองรับทั้งการแปลงข้อความเป็นภาพ (Text-to-Image) ซึ่งทำคะแนนความพึงพอใจ (ELO) แซงหน้า Nano Banana Pro และการแปลงภาพเป็นภาพ (Image-to-Image) เหมาะกับงานสร้างสรรค์ ตอนนี้ใช้ได้แล้วใน PowerPoint กำลังทยอยเปิดบน OneDrive และพร้อมใช้บน Foundry แล้ววันนี้ ถัดมาคือ MAI Transcribe 1.5 ที่ให้ความแม่นยำระดับแนวหน้าในการถอดเสียงครอบคลุม 43 ภาษา และกำลังจะมีระบบถอดเสียงแบบเรียลไทม์ตามมา ด้าน MAI-Voice-2 และรุ่น Flash เปิดให้ใช้ในภาษาใหม่เพิ่มอีกกว่า 15 ภาษา พร้อมตัวเลือกเสียงสังเคราะห์แบบใหม่ ปิดท้ายด้วย MAI-Code-1 โมเดลเขียนโค้ดประสิทธิภาพสูงที่ปรับแต่งมาเพื่อ GitHub โดยเฉพาะ และพร้อมใช้บน Copilot และ Visual Studio Code แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ Microsoft ไม่ได้ขังโมเดลตระกูล MAI ไว้บนแพลตฟอร์มตัวเอง แต่เปิดให้ใช้บนคลาวด์พันธมิตรอย่าง Fireworks AI, Baseten และ Open Router ด้วย โดย Fireworks AI เปิดให้บริการทั่วไปบน Foundry แล้ว ทำให้นักพัฒนาทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวพร้อมระบบความปลอดภัยระดับองค์กรและการเก็บข้อมูลไว้ในภูมิภาคที่กำหนดของ Azure ไม่ว่าจะเลือกโมเดลค่ายไหนก็ตาม และสำหรับองค์กรที่อยากปั้นโมเดลเฉพาะทางของตัวเองแบบเต็มสูบ ยังมี Frontier Tuning ที่นำการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกมาปรับใช้ภายใต้ขอบเขตการกำกับดูแลความปลอดภัยขององค์กร ช่วยให้เอเจนต์เรียนรู้วิธีทำงานจริงของธุรกิจจากข้อมูลและขั้นตอนขององค์กรเอง เปิดให้ทดสอบแบบจำกัดแล้ววันนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ความปลอดภัยของเอเจนต์ ที่คุมได้จากที่เดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อเอเจนต์เริ่มกระจายไปอยู่ทุกที่ Microsoft จึงเปิดตัว Agent 365 for Local Agents สำหรับตรวจสอบ กำกับดูแล และรักษาความปลอดภัยให้เอเจนต์ทั้งหมดในองค์กรที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยเชื่อมเข้ากับ Entra, Defender และ Purview ทำให้คุมเอเจนต์ทุกตัวได้จากที่เดียว ไม่ว่าจะติดตั้งอยู่ที่ไหนหรือพัฒนาบนแพลตฟอร์มใด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเปิดโครงการโอเพนซอร์สสำคัญ 2 โครงการ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลให้เอเจนต์บนทุกเครื่องมือพัฒนา ได้แก่ ASSERT สำหรับประเมินความปลอดภัยตามนโยบายขององค์กร และ Agent Control Specification ที่กำหนดมาตรฐานกลางว่าควรเข้าไปควบคุมความปลอดภัยของเอเจนต์ตรงจุดไหนและอย่างไรในขณะที่ AI กำลังทำงาน และเพื่อเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ Microsoft ยังเปิดตัว Codename MDASH ระบบรักษาความปลอดภัยยุคใหม่ที่ส่งเอเจนต์ AI กว่า 100 ตัวเข้าไปช่วยกันไล่หาช่องโหว่ ตั้งแต่เส้นทางการไหลของข้อมูล ตรรกะธุรกิจ ไปจนถึงวิธีที่แฮกเกอร์จะใช้โจมตี เมื่อเจอปัญหาก็จะส่งคำแนะนำแก้ไขที่ตรงจุดไปยังหน้าต่างควบคุม Defender Portal ให้ผู้ดูแลจัดการได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;รันงาน AI หนัก ๆ ได้จบบนเครื่องตัวเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในความเจ็บปวดของการพัฒนา AI คือต้องนั่งรอคลาวด์ประมวลผลเป็นชั่วโมง ๆ Microsoft จึงพยายามดึงงานหนักกลับมาจบบนเครื่องของนักพัฒนาเอง เริ่มที่ระดับชิปด้วย Surface RTX Spark Dev Box คอมพิวเตอร์สเปกแรงที่ออกแบบมารองรับงานต่อเนื่องยาวนาน ทั้งการสอนโมเดล ขั้นตอนซับซ้อนของเอเจนต์ และการปรับแต่งโมเดลในเครื่อง โดยคุมการใช้พลังงานและความร้อนไว้ต่ำเพียง 100 วัตต์ ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง NVIDIA RTX Spark ที่ให้ประสิทธิภาพประมวลผล AI สูงสุดถึง 1 Petaflop พร้อมหน่วยความจำรวม 128 GB รันโมเดล AI ขนาดใหญ่ถึง 1.2 แสนล้านพารามิเตอร์ได้ตรงบนเครื่อง โดยไม่ต้องเสียเงินเช่าการ์ดจอบนคลาวด์เพิ่ม แถมยังตั้งค่าระบบมาให้พร้อมใช้ ทั้งระบบจำลองสถานการณ์ Windows Subsystem for Linux 2 (WSL 2) ที่เข้าถึงการ์ดจอโดยตรง ระบบประมวลผล CUDA เต็มรูปแบบ และเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Visual Studio Code กับ GitHub Copilot ติดตั้งมาให้แล้ว โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายปีนี้ผ่าน Microsoft.com&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในระดับระบบปฏิบัติการ Microsoft กำลังเปลี่ยน Windows ให้รองรับการทำงานของเอเจนต์อย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว Microsoft Execution Containers (MXC) เวอร์ชันทดสอบ ที่ช่วยให้นักพัฒนาและฝ่ายไอทีสร้างพื้นที่จำลองสำหรับทดสอบเอเจนต์ตามมาตรฐานองค์กรได้ง่าย ๆ โดยให้ตัว Windows เองคุมเข้มและจำกัดขอบเขตความปลอดภัยให้โดยตรง ตั้งกฎครั้งเดียว Windows จะคุมกฎนั้นในทุกที่ที่เอเจนต์เปิดทำงาน ตอนนี้ถูกนำไปใช้กับ OpenClaw บน Windows แล้ว ช่วยให้เอเจนต์ทำงานหลายขั้นตอนได้อย่างปลอดภัยในขอบเขตที่กำหนด ขณะที่ระบบ OpenShell ของ NVIDIA ซึ่งพัฒนาบนสถาปัตยกรรม MXC ก็เข้ามาเสริมเรื่องการจัดการความปลอดภัย การกำหนดเส้นทางประมวลผลคำสั่ง และการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้นักพัฒนาได้ระบบที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ส่วนฝ่ายไอทียังตรวจสอบและควบคุมความปลอดภัยได้สม่ำเสมอ ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจำลอง (Virtual Machines) และคลาวด์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเมื่อต้องย้ายเอเจนต์ขึ้นคลาวด์ บริการ Foundry Agent Service เวอร์ชันทดสอบ จะรองรับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ด้วยจุดเด่นอย่างพื้นที่จำลองที่ปลอดภัยพร้อมใช้ในแต่ละรอบการทำงาน ระบบแยกส่วนการรันโค้ด หน่วยความจำถาวร และการขยายขนาดได้ยืดหยุ่นตามการใช้งานจริง ซึ่ง Microsoft วางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเอเจนต์ เหมือนกับที่คอนเทนเนอร์เคยเป็นหัวใจของแอปบนคลาวด์ในอดีต&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปิดช่องว่างจากโค้ดที่เขียนเสร็จ ไปจนถึงขึ้นระบบจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ AI จะช่วยเขียนโค้ดได้เร็วขึ้นมาก แต่ Microsoft มองว่านั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะนักพัฒนายังเสียเวลาอีกมากกับขั้นตอนหลังจากนั้น จึงพัฒนาแอป GitHub Copilot เวอร์ชันทดสอบ ขึ้นมาเพื่อให้พัฒนาด้วย AI บนเครื่องของตัวเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เปลี่ยนไอเดียหรือข้อผิดพลาดที่เจอให้กลายเป็นโค้ดจริง ไปจนถึงส่งโค้ดผ่านขั้นตอนตรวจสอบ การรันระบบทดสอบอัตโนมัติ (Continuous Integration) และการรวมโค้ดเข้าระบบ โดยสั่งให้ AI หลายตัวแยกกันทำงานขนานได้อย่างเป็นสัดส่วนผ่านระบบ git worktrees งานจึงไม่ปะปนกัน และนักพัฒนายังเป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจในทุกขั้นตอนสำคัญเหมือนเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกคอขวดที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือตอนนำแอปขึ้นใช้งานจริง ที่ต้องนั่งเชื่อมระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งฐานข้อมูล ช่องทางเชื่อมต่อระบบ (Application Programming Interface) ระบบยืนยันตัวตน และการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน Microsoft จึงพัฒนา Project Rayfin เวอร์ชันทดสอบ บน Microsoft Fabric ให้ทำหน้าที่เป็นบริการหลังบ้านสำเร็จรูปที่เชื่อมผ่านขั้นตอนการทำงานของ GitHub ช่วยให้ส่งแอปต้นแบบขึ้นใช้งานจริงได้ทันทีโดยไม่ต้องลงไปจัดการเซิร์ฟเวอร์หลังบ้านเอง อีกทั้งการทำงานร่วมกับ Replit ยังช่วยสร้างทางลัดในการนำแอปต้นแบบขึ้นระบบจริงตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์กรได้ตั้งแต่วันแรก และเมื่อแอปขยายตัวใหญ่ขึ้น Azure HorizonDB ซึ่งเป็นบริการฐานข้อมูล PostgreSQL บน Azure ที่ดูแลโดย Microsoft จะเข้ามารองรับการใช้งานหนาแน่นได้อย่างเสถียร โดยผลทดสอบภายในพบว่าส่งผ่านข้อมูลได้เร็วกว่าการตั้งค่าและดูแลฐานข้อมูลด้วยตัวเองถึงกว่า 3 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555872_Microsoft_Build_2026__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากช่วยเขียนโค้ด สู่การช่วยคิดค้นทางวิทยาศาสตร์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก้าวที่ Microsoft อยากไปต่อคือให้ AI ข้ามจากการช่วยเขียนโค้ด ไปสู่การช่วยนักวิทยาศาสตร์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ โดยวันนี้ Microsoft Discovery พร้อมเปิดใช้งานทั่วไปอย่างเป็นทางการแล้ว แพลตฟอร์มนี้ทำงานบนคลาวด์ Azure เป็นผู้ช่วย AI ระดับองค์กรที่ดูแลกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แบบครบวงจร และมีบริษัทชั้นนำนำไปใช้จริงแล้ว เช่น BHP ที่ใช้ค้นหาวิธีสกัดแร่ทองแดงจนสำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่เดือนแทนที่จะเป็นหลายปี, Syensqo ที่ใช้เร่งการวิจัยและพัฒนาสารกึ่งตัวนำ และ GSK ที่ใช้คิดค้นและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังเปิดแอป Discovery เวอร์ชันฟรีสำหรับติดตั้งใช้ในเครื่อง เพื่อสนับสนุนชุมชนนักวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง โดยใช้เพียงบัญชี GitHub Copilot และเปิดให้ทดลองใช้แล้วในช่วงทดสอบระบบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และของชิ้นที่ทะเยอทะยานที่สุดในงานคือ Majorana 2 ชิปควอนตัมคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ Microsoft ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของระบบ โดยมีอายุการทำงานของคิวบิตเฉลี่ยถึง 20 วินาที และอยู่ได้นานสุดถึงหนึ่งนาที ซึ่งเสถียรและน่าเชื่อถือกว่ารุ่นก่อนถึง 1,000 เท่า พร้อมแนวทางบรรจุคิวบิตจำนวนหนึ่งล้านตัวลงบนชิปขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ และด้วยความช่วยเหลือจาก AI บริษัทมั่นใจว่าจะสร้างเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานจริงในระดับสเกลได้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2572&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-03T22:52:25+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/ai-math-risks</id>
    <title>นักวิจัยออกมาเตือน AI กำลัง ‘ทำลายคณิตศาสตร์’ หลังผลลัพธ์ตรวจสอบยาก-ขาดที่มา</title>
    <updated>2026-06-03T22:52:15+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555919_ai_math.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;AI ทุกวันนี้ไม่ได้เก่งแค่เรื่องคิดเลขหรือหาสถิติพื้นฐาน แต่ล้ำหน้าถึงขั้นช่วยแก้โจทย์ซับซ้อนและเริ่มมีแนวโน้มว่าจะสร้างข้อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ ได้เอง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มหันมาถกกันว่าวงการคณิตศาสตร์พร้อมรับมือกับเรื่องนี้แล้วหรือยัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งล่าสุดนักคณิตศาสตร์ 16 คน พร้อมผู้ร่วมลงนามอีกกว่า 130 คน ได้ร่วมกันออกเอกสาร Leiden Declaration ที่พูดถึงผลกระทบของ AI ต่อวงการคณิตศาสตร์ โดยเอกสารนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อแบนหรือต่อต้าน AI แต่แก่นสำคัญคือการตั้งคำถามว่าการใช้ AI อย่างรับผิดชอบควรมีหน้าตาเป็นอย่างไรในศาสตร์ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความถูกต้องและความโปร่งใส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมวงการคณิตศาสตร์ถึงกังวลเรื่อง AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้ทำเอกสารนี้มองว่าหากปล่อยให้ AI เข้ามามีบทบาทโดยไร้กติกามันอาจทำให้วงการสูญเสียจุดยืนของตัวเองไป ซึ่งนี่คือ 3 ข้อกังวลหลัก ๆ ที่ทำให้นักคณิตศาสตร์กังวลเกี่ยวกับเอไอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ตรวจสอบยาก เส้นแบ่งไม่ชัดเจน:&lt;/strong&gt; ปกติการพิสูจน์ทฤษฎีต้องผ่านการถกและตรวจสอบอย่างละเอียดจากคนในวงการ แต่ถ้า AI เป็นผู้สร้างข้อพิสูจน์ขึ้นมา คำถามคือเราจะเอากระบวนการเดิมไปตรวจสอบงานของ AI ได้อย่างไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สตาร์ทอัปเน้นปั่นกระแส:&lt;/strong&gt; บริษัท AI หลายแห่งรีบเคลมผลงานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจจนบางครั้งผลลัพธ์อาจจะถูก บางครั้งผลลัพธ์อาจจะถูก แต่ในมุมคณิตศาสตร์ถือว่าไม่ได้น่าสนใจหรือแปลกใหม่อะไร ซึ่งปัญหาคือเมื่อรีบปล่อยข่าวโดยไม่ผ่านการตรวจสอบให้ดี หากพบข้อผิดพลาดทีหลังการตามแก้ข่าวและทำความเข้าใจใหม่เป็นเรื่องที่ยากมาก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ดูดข้อมูลไปใช้ แต่ไม่ให้เครดิตมนุษย์:&lt;/strong&gt; AI เรียนรู้จากการดูดข้อมูลงานวิจัยทางวิชาการไปใช้ประมวลผล แต่กลับไม่ระบุที่มาว่าดึงแนวคิดมาจากนักวิจัยคนไหน ซ้ำร้ายบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ยังมักปิดบังกระบวนการทำงานของ AI ตัวเองอีกด้วย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;ทางออกและกติกาที่ควรจะเป็นคืออะไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ในเอกสารจึงได้เสนอแนวทางปฏิบัติดังนี้:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;เปิดเผยความโปร่งใส:&lt;/strong&gt; นักวิจัยต้องระบุให้ชัดเจนว่ามีการใช้ AI ในขั้นตอนใดของงานวิจัยบ้าง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ยกระดับการตรวจสอบให้มากขึ้น:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กระบวนการตรวจผลงานต้องเข้มงวดและรัดกุมขึ้นกว่าเดิม สำหรับงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ AI&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รัฐควรสนับสนุนระบบประมวลผลสาธารณะ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและไม่ปล่อยให้บริษัทเทคฯ ที่มีทุนหนาผูกขาดวงการวิจัยอยู่ฝ่ายเดียว&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่มนุษย์ต้องเป็นคนขับเคลื่อนอยู่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้จะมีความกังวลเยอะ แต่นักคณิตศาสตร์ก็ยอมรับว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากหากใช้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่าท้ายที่สุดแล้วคณิตศาสตร์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนด้วยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เอกสารฉบับนี้จึงไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว แต่เป็นการโยนหินถามทางเพื่อกระตุ้นให้คนในวงการหันมาตกลงกันว่าอะไรคือมาตรฐานที่ควรยึดถือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://gizmodo.com/a-new-declaration-warns-ai-could-threaten-the-foundations-of-mathematics-2000766375?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=user/Gizmodo" target="_blank"&gt;gizmodo&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/ai-math-risks"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780555919_ai_math.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;AI ทุกวันนี้ไม่ได้เก่งแค่เรื่องคิดเลขหรือหาสถิติพื้นฐาน แต่ล้ำหน้าถึงขั้นช่วยแก้โจทย์ซับซ้อนและเริ่มมีแนวโน้มว่าจะสร้างข้อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ ได้เอง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มหันมาถกกันว่าวงการคณิตศาสตร์พร้อมรับมือกับเรื่องนี้แล้วหรือยัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งล่าสุดนักคณิตศาสตร์ 16 คน พร้อมผู้ร่วมลงนามอีกกว่า 130 คน ได้ร่วมกันออกเอกสาร Leiden Declaration ที่พูดถึงผลกระทบของ AI ต่อวงการคณิตศาสตร์ โดยเอกสารนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อแบนหรือต่อต้าน AI แต่แก่นสำคัญคือการตั้งคำถามว่าการใช้ AI อย่างรับผิดชอบควรมีหน้าตาเป็นอย่างไรในศาสตร์ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความถูกต้องและความโปร่งใส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมวงการคณิตศาสตร์ถึงกังวลเรื่อง AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้ทำเอกสารนี้มองว่าหากปล่อยให้ AI เข้ามามีบทบาทโดยไร้กติกามันอาจทำให้วงการสูญเสียจุดยืนของตัวเองไป ซึ่งนี่คือ 3 ข้อกังวลหลัก ๆ ที่ทำให้นักคณิตศาสตร์กังวลเกี่ยวกับเอไอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ตรวจสอบยาก เส้นแบ่งไม่ชัดเจน:&lt;/strong&gt; ปกติการพิสูจน์ทฤษฎีต้องผ่านการถกและตรวจสอบอย่างละเอียดจากคนในวงการ แต่ถ้า AI เป็นผู้สร้างข้อพิสูจน์ขึ้นมา คำถามคือเราจะเอากระบวนการเดิมไปตรวจสอบงานของ AI ได้อย่างไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สตาร์ทอัปเน้นปั่นกระแส:&lt;/strong&gt; บริษัท AI หลายแห่งรีบเคลมผลงานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจจนบางครั้งผลลัพธ์อาจจะถูก บางครั้งผลลัพธ์อาจจะถูก แต่ในมุมคณิตศาสตร์ถือว่าไม่ได้น่าสนใจหรือแปลกใหม่อะไร ซึ่งปัญหาคือเมื่อรีบปล่อยข่าวโดยไม่ผ่านการตรวจสอบให้ดี หากพบข้อผิดพลาดทีหลังการตามแก้ข่าวและทำความเข้าใจใหม่เป็นเรื่องที่ยากมาก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ดูดข้อมูลไปใช้ แต่ไม่ให้เครดิตมนุษย์:&lt;/strong&gt; AI เรียนรู้จากการดูดข้อมูลงานวิจัยทางวิชาการไปใช้ประมวลผล แต่กลับไม่ระบุที่มาว่าดึงแนวคิดมาจากนักวิจัยคนไหน ซ้ำร้ายบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ยังมักปิดบังกระบวนการทำงานของ AI ตัวเองอีกด้วย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;ทางออกและกติกาที่ควรจะเป็นคืออะไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ในเอกสารจึงได้เสนอแนวทางปฏิบัติดังนี้:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;เปิดเผยความโปร่งใส:&lt;/strong&gt; นักวิจัยต้องระบุให้ชัดเจนว่ามีการใช้ AI ในขั้นตอนใดของงานวิจัยบ้าง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ยกระดับการตรวจสอบให้มากขึ้น:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กระบวนการตรวจผลงานต้องเข้มงวดและรัดกุมขึ้นกว่าเดิม สำหรับงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ AI&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รัฐควรสนับสนุนระบบประมวลผลสาธารณะ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและไม่ปล่อยให้บริษัทเทคฯ ที่มีทุนหนาผูกขาดวงการวิจัยอยู่ฝ่ายเดียว&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่มนุษย์ต้องเป็นคนขับเคลื่อนอยู่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้จะมีความกังวลเยอะ แต่นักคณิตศาสตร์ก็ยอมรับว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากหากใช้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่าท้ายที่สุดแล้วคณิตศาสตร์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนด้วยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เอกสารฉบับนี้จึงไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว แต่เป็นการโยนหินถามทางเพื่อกระตุ้นให้คนในวงการหันมาตกลงกันว่าอะไรคือมาตรฐานที่ควรยึดถือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://gizmodo.com/a-new-declaration-warns-ai-could-threaten-the-foundations-of-mathematics-2000766375?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=user/Gizmodo" target="_blank"&gt;gizmodo&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-03T22:52:15+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/role-ambiguity-employee-burnout-leadership</id>
    <title>ผลวิจัย 60 ปีเผยสาเหตุหลัก ของ Burnout คือ ‘หน้าที่จับฉ่าย’ ทำหลายอย่าง แต่ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องเหนื่อยเดาใจเสมอ</title>
    <updated>2026-06-03T20:38:58+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;Burnout คือหนึ่งในมหากาพย์ปัญหาของคนทำงานที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไหน ยุคสมัยใด หรือเปลี่ยนผ่านไปกี่ปี ก็ยังคงตามหลอกหลอนเราอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้... ก็ยังไม่มีใครค้นพบสูตรสำเร็จในการป้องกันหรือวิธีรักษาเยียวยาที่แท้จริง ไม่ว่ารูปแบบการทำงานของโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่ &amp;lsquo;ภาวะหมดไฟ&amp;rsquo; ก็ยังคงฝังรากลึกและอยู่คู่กับโลกออฟฟิศมาโดยตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้นำหลายคนพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการอัดฉีดสวัสดิการ แจก Voucher นวดสปา อัปเกรดแพ็กเกจ Wellness แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงการบรรเทาอาการชั่วคราว ก่อนที่พนักงานจะกลับมาหมดไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นเป็นเพราะเรากำลังรักษาผิดจุดมาโดยตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งใหญ่ที่ศึกษาพิมพ์เขียวของคนทำงานย้อนหลังกว่า 60 ปี จากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 800,000 คนทั่วโลก ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า ตัวการอันดับหนึ่งที่ทำลาย Performance และขับไล่ Talent ให้ออกจากองค์กร ไม่ใช่ภาระงานที่ล้นมือ และไม่ใช่ความขัดแย้งในออฟฟิศ แต่คือสิ่งที่เรียกว่า Role Ambiguity ความคลุมเครือในบทบาทหน้าที่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อบ้าน ๆ ว่า หน้าที่จับฉ่าย สั่งงานแบบเบลอ ๆ สั่งวันนี้จะเอาเมื่อวาน แต่พนักงานไม่เคยรู้เลยว่าตกลงหัวหน้าคาดหวังอะไรกันแน่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780547916_Burnout_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พลังงานสมองที่เสียไปกับการ &amp;lsquo;เดาใจ&amp;rsquo; คือต้นทุนที่มองไม่เห็น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พนักงานที่ตื่นมาทำงานทุกวันด้วยความระแวงและวิตกกังวล พวกเขาไม่รู้เลยว่างานที่กำลังทำอยู่แบบไหนถึงเรียกว่า ดีหรือผ่านเกณฑ์ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองมีสิทธิ์เคาะจบเลยไหมหรือต้องรอถามใครก่อน หรือแม้กระทั่งไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังหลังขดหลังแข็งทำอยู่ทุกวัน มันช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายใหญ่ของบริษัทตรงไหน ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธรรมชาติของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่กับความไม่แน่นอน พอออฟฟิศไม่เคลียร์ฟังก์ชันงานให้ชัด สมองของพนักงานก็ไม่ได้พัก เพราะต้องเจียดพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการนั่งเดาใจ และประเมินสถานการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แทนที่จะได้ใช้สมองและศักยภาพที่มีไปกับการคิดงานสร้างสรรค์ วางกลยุทธ์ หรือแก้ปัญหาหน้างาน พนักงานกลับต้องมาเสียพลังงานชีวิตไปกับการเดาทางองค์กรแบบไร้ทิศทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ พนักงานจะดูยุ่งหน้าดำคร่ำเครียดตลอดเวลา แต่กลับไม่มีงานที่เป็นชิ้นเป็นอันออกมาเลย และพอหัวหน้ามองไม่เห็นต้นตอเงียบ ๆ นี้ ก็มักจะแก้ปัญหาแบบผิด ๆ ด้วยการควบคุมให้หนักกว่าเดิม เช่น เรียกประชุมถี่ขึ้น ตั้งระบบลงเวลาถี่ยิบ เข้ามาจับตาดูทุกฝีก้าว หรือลงไปล้วงลูก ซึ่งในมุมของพนักงาน มันยิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟและเร่งวันหมดไฟให้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความคลุมเครือในหน้าที่ มันไม่ใช่แค่เรื่องพนักงานกับหัวหน้าคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่มันเกิดจากสภาพแวดล้อมและวิธีทำงานของโลกยุคนี้ที่เปลี่ยนไปเร็วมาก จนระบบของออฟฟิศปรับตัวตามไม่ทัน พนักงานเลยต้องมารับกรรม ตกอยู่ในสภาวะงงซ้ำงงซ้อน&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;1. นโยบาย RTO (บังคับกลับเข้าออฟฟิศ)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;สมมติว่าช่วงโควิดที่ผ่านมา เรานั่งทำงานที่บ้าน ส่งงานตรงเวลา ผลงานปังเป้าแตกมาโดยตลอด แต่อยู่มาวันหนึ่ง บริษัทออกกฎว่า ทุกคนต้องกลับมานั่งที่ออฟฟิศสัปดาห์ละ 4 วัน พอพนักงานถามว่ากลับมาทำไม ในเมื่ออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้เท่ากัน? คำตอบที่ได้มักจะเป็นคำกว้าง ๆ เช่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร หรือเพื่อความสามัคคี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอย้ายกลับมาออฟฟิศแบบไม่มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน พนักงานจะเริ่มสับสนกับชีวิตประจำวันทันที เช่น วันนี้ต้องตื่นตี 5 ฝ่ารถติดเพื่อมานั่งเปิด Zoom คุยกับคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ หรือเปล่า? งานพิมพ์เอกสารส่งอีเมลธรรมดา ๆ ต้องมานั่งทำที่ออฟฟิศไหม? แล้วถ้าวันไหนมีธุระตอนเย็นจะขอแวบไปทำแล้วกลับไปปั่นงานต่อที่บ้านเหมือนเมื่อก่อนได้หรือเปล่า? กติกาชีวิตมันเบลอไปหมดจนกลายเป็นความอึดอัดสะสมได้&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;2. AI Disruption (โยน AI มาให้ใช้ แต่ไม่แบ่งงาน)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;บริษัทไปซื้อโปรแกรม AI มา แล้วประกาศในที่ประชุมว่า จากนี้ไปออฟฟิศเราจะนำเทคโนโลยีมาช่วยทำงานนะ ทุกคนลองเอาไปใช้ดู แล้วก็เงียบหายไป ไม่มีใครมาจัดระเบียบให้ใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พนักงานจะเริ่มเลิ่กลั่กแล้วว่า สรุปแล้ว Job Description ที่เซ็นสัญญาตอนเข้ามาทำงานยังเหมือนเดิมไหม? เช่น ปกติเรามีหน้าที่นั่งเขียนรายงานสัปดาห์ละ 3 วัน ตอนนี้ต้องโยนข้อมูลให้ AI เขียน แล้วเรามานั่งตรวจคำผิดใช่ไหม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วถ้า AI มันเขียนเสร็จใน 5 นาที เวลาที่เหลือเราต้องทำอะไรต่อเพื่อให้คุ้มเงินเดือน ที่สำคัญที่สุดคือ ลึก ๆ ทุกคนจะระแวงว่า ที่หัวหน้าบอกให้เราสอน AI ทำงานเนี่ย จริง ๆ คือเขากำลังจะหลอกให้เราเทรนระบบเพื่อมา Layoff ในอนาคตหรือเปล่า จนมันกลายเป็นการทำงานไฮบริดท่ามกลางความหวาดระแวง&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;3. Layoffs ที่เนียนโยนงานให้คนข้างหลัง&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;บริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายเลยจ้างเพื่อนในทีมออกไป 2 คน หรือมีคนลาออกแล้วบริษัทเลือกที่จะไม่รับคนใหม่เข้ามาแทน จากนั้นหัวหน้าก็เดินมาบอกคุณว่า &amp;quot;ช่วงนี้ช่วย ๆ กันหน่อยนะ ฝากดูงานตรงนี้เพิ่มอีกนิดนึง&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งคำว่า ช่วย ๆ กันหน่อย หรือดูเพิ่มอีกนิด ในความเป็นจริงมันคืองานเต็มเวลาของคน 2 คนที่หายไปเน้น ๆ ตัวเราคนเดียวแต่ต้องรับบทแบกงาน 3 ตำแหน่งพร้อมกัน โดยที่ชื่อตำแหน่งยังเหมือนเดิม เงินเดือนเท่าเดิม และที่แย่ที่สุดคือ ไม่มีใครมาขีดเส้นให้ชัดเจนว่า ขอบเขตงานใหม่ของเราควรจะไปสิ้นสุดตรงไหน พนักงานเลยต้องทำงานแบบหัวหมุน ทำทุกอย่างที่ขวางหน้าจนไม่รู้ว่าตกลงหน้าที่หลักที่แท้จริงของตัวเองคืออะไรกันแน่&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;วิธีแก้ไม่ใช่ &amp;lsquo;สวัสดิการ&amp;rsquo; แต่คือ &amp;lsquo;ความชัดเจน&amp;rsquo;&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่บริษัทต้องทำในตอนนี้ ไม่ใช่การพาทีมไปกินหมูกระทะ จัดทริปเอาท์ติ้ง หรือซื้อเก้าอี้เพื่อสุขภาพมาแจก แต่คือการสร้างความชัดเจน ให้เกิดขึ้นในเนื้องาน ผ่าน 3 ข้อสำคัญที่ต้องจับเข่าคุยกันให้เคลียร์&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;บอกความสำเร็จให้เป็นรูปธรรม&lt;/strong&gt; เลิกสั่งงานด้วยคำพูดลอย ๆ แต่บอกมาเลยว่าอีก 6 เดือนข้างหน้า งานที่เรียกว่าสำเร็จหน้าตาต้องเป็นแบบไหน มีตัวชี้วัดอะไรที่จับต้องได้บ้าง (สถาบันระดับโลกอย่าง Gallup เคยทำสำรวจแล้วพบว่า มีพนักงานไม่ถึงครึ่ง หรือแค่ 47% เท่านั้นที่รู้แน่ชัดว่าองค์กรคาดหวังอะไรจากตัวเองจริง ๆ)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ขีดเส้นอำนาจให้ชัด&lt;/strong&gt; บอกพนักงานไปเลยว่า เรื่องระดับไหนที่เขามีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจหน้างานได้เลย และเรื่องไหนที่ต้องรออนุมัติ การขีดเส้นตรงนี้จะช่วยลดภาระทางสมองของพนักงาน ไม่ต้องมานั่งคิดสะระตะหรือเกร็งทุกครั้งที่จะขยับตัวทำอะไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ให้กรอบการจัดลำดับความสำคัญ&lt;/strong&gt; ในยุคที่แผนธุรกิจเปลี่ยนรายสัปดาห์ ทีมต้องมีแนวคิดและกติกาเดียวกันในการประเมินร่วมกันว่า เมื่องานทุกอย่างประเดประดังเข้ามา อะไรคือสิ่งที่ด่วนและสำคัญต้องทำก่อน และอะไรที่รอได้ ลูกน้องจะได้มีหลักยึดและเดินหน้าต่อได้ทันที โดยไม่ต้องหยุดชะงักรอคำสั่งทุกครั้งที่มีความเปลี่ยนแปลง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ถ้าคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นจัดระเบียบยังไง ลองกลับไปใช้เครื่องมืออย่าง RACI Chart:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;R (Responsible): ใครเป็นคนลงมือทำ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;A (Accountable): ใครเป็นคนอนุมัติและรับผิดชอบหลัก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;C (Consulted): ใครที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;I (Informed): ใครที่ต้องรอรับทราบข้อมูลผลลัพธ์&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;การเคลียร์บทบาทแบบนี้จะช่วยปิดช่องว่างของการทำงานซ้ำซ้อนและตัดปัญหาเรื่องการเกี่ยงงานกันได้อย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะเมื่อคนทำงานรู้แน่ชัดว่าเป้าหมายคืออะไร ขอบเขตและสิทธิ์ของตัวเองอยู่ตรงไหน พวกเขาจะเลิกเอาพลังงานชีวิตไปทิ้งกับการนั่งเดาใจองค์กร และหันมาโฟกัสกับการปล่อยพลังสร้างผลงานให้มีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.inc.com/soren-kaplan/a-60-year-study-of-800000-workers-just-found-the-number-1-cause-of-burnout-heres-what-to-do-about-it/91354235?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=other"&gt;inc&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/role-ambiguity-employee-burnout-leadership"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;Burnout คือหนึ่งในมหากาพย์ปัญหาของคนทำงานที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไหน ยุคสมัยใด หรือเปลี่ยนผ่านไปกี่ปี ก็ยังคงตามหลอกหลอนเราอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้... ก็ยังไม่มีใครค้นพบสูตรสำเร็จในการป้องกันหรือวิธีรักษาเยียวยาที่แท้จริง ไม่ว่ารูปแบบการทำงานของโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่ &amp;lsquo;ภาวะหมดไฟ&amp;rsquo; ก็ยังคงฝังรากลึกและอยู่คู่กับโลกออฟฟิศมาโดยตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้นำหลายคนพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการอัดฉีดสวัสดิการ แจก Voucher นวดสปา อัปเกรดแพ็กเกจ Wellness แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงการบรรเทาอาการชั่วคราว ก่อนที่พนักงานจะกลับมาหมดไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นเป็นเพราะเรากำลังรักษาผิดจุดมาโดยตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งใหญ่ที่ศึกษาพิมพ์เขียวของคนทำงานย้อนหลังกว่า 60 ปี จากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 800,000 คนทั่วโลก ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า ตัวการอันดับหนึ่งที่ทำลาย Performance และขับไล่ Talent ให้ออกจากองค์กร ไม่ใช่ภาระงานที่ล้นมือ และไม่ใช่ความขัดแย้งในออฟฟิศ แต่คือสิ่งที่เรียกว่า Role Ambiguity ความคลุมเครือในบทบาทหน้าที่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อบ้าน ๆ ว่า หน้าที่จับฉ่าย สั่งงานแบบเบลอ ๆ สั่งวันนี้จะเอาเมื่อวาน แต่พนักงานไม่เคยรู้เลยว่าตกลงหัวหน้าคาดหวังอะไรกันแน่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780547916_Burnout_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พลังงานสมองที่เสียไปกับการ &amp;lsquo;เดาใจ&amp;rsquo; คือต้นทุนที่มองไม่เห็น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พนักงานที่ตื่นมาทำงานทุกวันด้วยความระแวงและวิตกกังวล พวกเขาไม่รู้เลยว่างานที่กำลังทำอยู่แบบไหนถึงเรียกว่า ดีหรือผ่านเกณฑ์ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองมีสิทธิ์เคาะจบเลยไหมหรือต้องรอถามใครก่อน หรือแม้กระทั่งไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังหลังขดหลังแข็งทำอยู่ทุกวัน มันช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายใหญ่ของบริษัทตรงไหน ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธรรมชาติของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่กับความไม่แน่นอน พอออฟฟิศไม่เคลียร์ฟังก์ชันงานให้ชัด สมองของพนักงานก็ไม่ได้พัก เพราะต้องเจียดพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการนั่งเดาใจ และประเมินสถานการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แทนที่จะได้ใช้สมองและศักยภาพที่มีไปกับการคิดงานสร้างสรรค์ วางกลยุทธ์ หรือแก้ปัญหาหน้างาน พนักงานกลับต้องมาเสียพลังงานชีวิตไปกับการเดาทางองค์กรแบบไร้ทิศทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ พนักงานจะดูยุ่งหน้าดำคร่ำเครียดตลอดเวลา แต่กลับไม่มีงานที่เป็นชิ้นเป็นอันออกมาเลย และพอหัวหน้ามองไม่เห็นต้นตอเงียบ ๆ นี้ ก็มักจะแก้ปัญหาแบบผิด ๆ ด้วยการควบคุมให้หนักกว่าเดิม เช่น เรียกประชุมถี่ขึ้น ตั้งระบบลงเวลาถี่ยิบ เข้ามาจับตาดูทุกฝีก้าว หรือลงไปล้วงลูก ซึ่งในมุมของพนักงาน มันยิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟและเร่งวันหมดไฟให้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความคลุมเครือในหน้าที่ มันไม่ใช่แค่เรื่องพนักงานกับหัวหน้าคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่มันเกิดจากสภาพแวดล้อมและวิธีทำงานของโลกยุคนี้ที่เปลี่ยนไปเร็วมาก จนระบบของออฟฟิศปรับตัวตามไม่ทัน พนักงานเลยต้องมารับกรรม ตกอยู่ในสภาวะงงซ้ำงงซ้อน&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;1. นโยบาย RTO (บังคับกลับเข้าออฟฟิศ)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;สมมติว่าช่วงโควิดที่ผ่านมา เรานั่งทำงานที่บ้าน ส่งงานตรงเวลา ผลงานปังเป้าแตกมาโดยตลอด แต่อยู่มาวันหนึ่ง บริษัทออกกฎว่า ทุกคนต้องกลับมานั่งที่ออฟฟิศสัปดาห์ละ 4 วัน พอพนักงานถามว่ากลับมาทำไม ในเมื่ออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้เท่ากัน? คำตอบที่ได้มักจะเป็นคำกว้าง ๆ เช่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร หรือเพื่อความสามัคคี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอย้ายกลับมาออฟฟิศแบบไม่มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน พนักงานจะเริ่มสับสนกับชีวิตประจำวันทันที เช่น วันนี้ต้องตื่นตี 5 ฝ่ารถติดเพื่อมานั่งเปิด Zoom คุยกับคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ หรือเปล่า? งานพิมพ์เอกสารส่งอีเมลธรรมดา ๆ ต้องมานั่งทำที่ออฟฟิศไหม? แล้วถ้าวันไหนมีธุระตอนเย็นจะขอแวบไปทำแล้วกลับไปปั่นงานต่อที่บ้านเหมือนเมื่อก่อนได้หรือเปล่า? กติกาชีวิตมันเบลอไปหมดจนกลายเป็นความอึดอัดสะสมได้&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;2. AI Disruption (โยน AI มาให้ใช้ แต่ไม่แบ่งงาน)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;บริษัทไปซื้อโปรแกรม AI มา แล้วประกาศในที่ประชุมว่า จากนี้ไปออฟฟิศเราจะนำเทคโนโลยีมาช่วยทำงานนะ ทุกคนลองเอาไปใช้ดู แล้วก็เงียบหายไป ไม่มีใครมาจัดระเบียบให้ใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พนักงานจะเริ่มเลิ่กลั่กแล้วว่า สรุปแล้ว Job Description ที่เซ็นสัญญาตอนเข้ามาทำงานยังเหมือนเดิมไหม? เช่น ปกติเรามีหน้าที่นั่งเขียนรายงานสัปดาห์ละ 3 วัน ตอนนี้ต้องโยนข้อมูลให้ AI เขียน แล้วเรามานั่งตรวจคำผิดใช่ไหม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วถ้า AI มันเขียนเสร็จใน 5 นาที เวลาที่เหลือเราต้องทำอะไรต่อเพื่อให้คุ้มเงินเดือน ที่สำคัญที่สุดคือ ลึก ๆ ทุกคนจะระแวงว่า ที่หัวหน้าบอกให้เราสอน AI ทำงานเนี่ย จริง ๆ คือเขากำลังจะหลอกให้เราเทรนระบบเพื่อมา Layoff ในอนาคตหรือเปล่า จนมันกลายเป็นการทำงานไฮบริดท่ามกลางความหวาดระแวง&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;3. Layoffs ที่เนียนโยนงานให้คนข้างหลัง&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;บริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายเลยจ้างเพื่อนในทีมออกไป 2 คน หรือมีคนลาออกแล้วบริษัทเลือกที่จะไม่รับคนใหม่เข้ามาแทน จากนั้นหัวหน้าก็เดินมาบอกคุณว่า &amp;quot;ช่วงนี้ช่วย ๆ กันหน่อยนะ ฝากดูงานตรงนี้เพิ่มอีกนิดนึง&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งคำว่า ช่วย ๆ กันหน่อย หรือดูเพิ่มอีกนิด ในความเป็นจริงมันคืองานเต็มเวลาของคน 2 คนที่หายไปเน้น ๆ ตัวเราคนเดียวแต่ต้องรับบทแบกงาน 3 ตำแหน่งพร้อมกัน โดยที่ชื่อตำแหน่งยังเหมือนเดิม เงินเดือนเท่าเดิม และที่แย่ที่สุดคือ ไม่มีใครมาขีดเส้นให้ชัดเจนว่า ขอบเขตงานใหม่ของเราควรจะไปสิ้นสุดตรงไหน พนักงานเลยต้องทำงานแบบหัวหมุน ทำทุกอย่างที่ขวางหน้าจนไม่รู้ว่าตกลงหน้าที่หลักที่แท้จริงของตัวเองคืออะไรกันแน่&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;วิธีแก้ไม่ใช่ &amp;lsquo;สวัสดิการ&amp;rsquo; แต่คือ &amp;lsquo;ความชัดเจน&amp;rsquo;&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่บริษัทต้องทำในตอนนี้ ไม่ใช่การพาทีมไปกินหมูกระทะ จัดทริปเอาท์ติ้ง หรือซื้อเก้าอี้เพื่อสุขภาพมาแจก แต่คือการสร้างความชัดเจน ให้เกิดขึ้นในเนื้องาน ผ่าน 3 ข้อสำคัญที่ต้องจับเข่าคุยกันให้เคลียร์&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;บอกความสำเร็จให้เป็นรูปธรรม&lt;/strong&gt; เลิกสั่งงานด้วยคำพูดลอย ๆ แต่บอกมาเลยว่าอีก 6 เดือนข้างหน้า งานที่เรียกว่าสำเร็จหน้าตาต้องเป็นแบบไหน มีตัวชี้วัดอะไรที่จับต้องได้บ้าง (สถาบันระดับโลกอย่าง Gallup เคยทำสำรวจแล้วพบว่า มีพนักงานไม่ถึงครึ่ง หรือแค่ 47% เท่านั้นที่รู้แน่ชัดว่าองค์กรคาดหวังอะไรจากตัวเองจริง ๆ)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ขีดเส้นอำนาจให้ชัด&lt;/strong&gt; บอกพนักงานไปเลยว่า เรื่องระดับไหนที่เขามีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจหน้างานได้เลย และเรื่องไหนที่ต้องรออนุมัติ การขีดเส้นตรงนี้จะช่วยลดภาระทางสมองของพนักงาน ไม่ต้องมานั่งคิดสะระตะหรือเกร็งทุกครั้งที่จะขยับตัวทำอะไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ให้กรอบการจัดลำดับความสำคัญ&lt;/strong&gt; ในยุคที่แผนธุรกิจเปลี่ยนรายสัปดาห์ ทีมต้องมีแนวคิดและกติกาเดียวกันในการประเมินร่วมกันว่า เมื่องานทุกอย่างประเดประดังเข้ามา อะไรคือสิ่งที่ด่วนและสำคัญต้องทำก่อน และอะไรที่รอได้ ลูกน้องจะได้มีหลักยึดและเดินหน้าต่อได้ทันที โดยไม่ต้องหยุดชะงักรอคำสั่งทุกครั้งที่มีความเปลี่ยนแปลง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ถ้าคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นจัดระเบียบยังไง ลองกลับไปใช้เครื่องมืออย่าง RACI Chart:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;R (Responsible): ใครเป็นคนลงมือทำ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;A (Accountable): ใครเป็นคนอนุมัติและรับผิดชอบหลัก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;C (Consulted): ใครที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;I (Informed): ใครที่ต้องรอรับทราบข้อมูลผลลัพธ์&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;การเคลียร์บทบาทแบบนี้จะช่วยปิดช่องว่างของการทำงานซ้ำซ้อนและตัดปัญหาเรื่องการเกี่ยงงานกันได้อย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะเมื่อคนทำงานรู้แน่ชัดว่าเป้าหมายคืออะไร ขอบเขตและสิทธิ์ของตัวเองอยู่ตรงไหน พวกเขาจะเลิกเอาพลังงานชีวิตไปทิ้งกับการนั่งเดาใจองค์กร และหันมาโฟกัสกับการปล่อยพลังสร้างผลงานให้มีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.inc.com/soren-kaplan/a-60-year-study-of-800000-workers-just-found-the-number-1-cause-of-burnout-heres-what-to-do-about-it/91354235?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=other"&gt;inc&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-03T20:38:58+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/scbx-future-finance-seabw-2026</id>
    <title>เจาะเส้นทาง 10 ปี SCBX กับภารกิจเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นเรื่องของทุกคน บนเวที SEABW 2026</title>
    <updated>2026-06-03T20:25:56+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ผ่านพ้นไปได้อย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 (SEABW 2026) ณ ไอคอนสยาม มหกรรม Blockchain ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในปีนี้ความน่าสนใจพุ่งเป้าไปที่การขยับตัวครั้งสำคัญของกลุ่ม SCBX ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388039_1200X800_seabw_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไฮไลต์สำคัญที่คนในแวดวงการเงินและเทคโนโลยีให้ความสนใจ คือเซสชั่น &lt;strong&gt;Building for Everyone: SCBX's Journey from Digital Asset Infrastructure to the Future of Finance โดยคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer ของ SCBX และ CEO ของ SCB 10X&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าความสำเร็จทั่วไป แต่เป็นการพาเราย้อนกลับไปมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษที่ SCBX เลือกที่จะลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ตั้งแต่ในวันที่ตลาดไทยยังไม่ตื่นตัว ก่อนที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกจะหันมาให้ความสนใจ และก่อนที่คำว่า Blockchain จะกลายเป็นกระแสหลักในสังคมอย่างทุกวันนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์เดียวคือ Financial Inclusion หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสทางการเงินให้กับทุกคน&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;การเดินทาง 10 ปีของ SCBX ในการพัฒนา Digital Access เพื่อทุกคน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณกวีวุฒิได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังการทำงานในฐานะ First Mover ของกลุ่ม SCBX ว่า การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วผ่านการตัดสินใจเข้าไปลงทุนใน Ripple (Series B) ตั้งแต่ในยุคที่กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลยังเป็นเรื่องใหม่มากและยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างอย่างทุกวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388140_SCBX_7.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่จากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอนาคต กลุ่ม SCBX จึงไม่หยุดอยู่แค่การลงทุน แต่ได้นำเทคโนโลยีมาลงมือทำจริง ด้วยการผสานระบบ RippleNet เข้ากับแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อเปิดให้บริการโอนเงินข้ามประเทศที่ช่วยลดทั้งต้นทุนและเพิ่มความเร็วให้แก่ผู้ใช้บริการ นับเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรก ๆ ในภูมิภาคที่ยกระดับบริการนี้สู่สายตาประชาชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากจุดเริ่มต้นในวันนั้น จนถึงปัจจุบันสิ่งที่กลุ่ม SCBX ได้ศึกษาและสั่งสมประสบการณ์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ จึงถูกนำมาต่อยอดเป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3 เลเยอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัลให้ครอบคลุมในทุกมิติ ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388183_SCBX_5.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Infrastructure Layer&lt;/strong&gt;คุณกวีวุฒิเปรียบชั้นนี้เหมือนโรงกษาปณ์ของระบบการเงินดิจิทัล ก่อนที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถนำมาใช้งานได้จริงในวงกว้าง จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่&amp;nbsp;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Custody ระบบเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างปลอดภัยในระดับสถาบัน ซึ่ง SCB 10X ได้ร่วมลงทุนใน Fireblocks ผู้นำระดับโลกด้านนี้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Tokenization กระบวนการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบน Blockchain โดย SCBX ดำเนินการผ่านบริษัทลูกชื่อ Token X ซึ่งเป็น ICO Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Distribution ช่องทางให้นักลงทุนเข้าถึงและซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ InnovestX&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Asset Layer&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กวีวุฒินำเสนอว่าสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคตจะจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Crypto Asset เช่น Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีคุณค่าในฐานะ Store of Value คล้ายกับทองคำในโลกดิจิทัล มีปริมาณจำกัดและมูลค่าขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและอุปสงค์ของตลาด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Real-World Assets Tokenization (RWA) สินทรัพย์โลกจริงที่ผ่านกระบวนการ Tokenize เช่น หลักทรัพย์ ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ การ Tokenize คือ การแบ่งสินทรัพย์เหล่านั้นออกเป็นหน่วยย่อยบน Blockchain เพื่อให้ซื้อขายได้สะดวกยิ่งขึ้น โอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้มากกว่าเดิม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Stablecoin และ Tokenized Deposit ซึ่งออกแบบมาสำหรับการชำระเงิน Stablecoin คือเหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่าไว้กับสกุลเงินจริง ขณะที่ Tokenized Deposit คือเงินฝากในธนาคารที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบน Blockchain ซึ่งยังได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับเงินฝากทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Use Layer&lt;/strong&gt; คุณกวีวุฒิชี้ให้เห็นว่าเมื่อ 2 ชั้นแรกพัฒนาถึงระดับหนึ่ง สินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้ยืมหรือเข้าถึงสภาพคล่องได้แบบ real-time บน Blockchain ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยยกตัวอย่างว่า หุ้นกู้ที่ผ่านการ Tokenize แล้วจะสามารถนำไปค้ำประกันได้โดยอัตโนมัติภายในเวลาเป็นนาที เข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับมูลค่าธุรกรรมทุกขนาด ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการในปัจจุบันที่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและรออนุมัติเป็นเวลาหลายวัน&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388332_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;บนเวทีสัมมนา คุณกวีวุฒิได้กล่าวถึงหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของกลุ่ม SCBX ว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;เราภูมิใจที่ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศ&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา SCBX เป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในไทย อาทิ โครงการ Rubie Wallet กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากแนวคิด Purpose-Bound Money หรือเงินดิจิทัลที่กำหนดเงื่อนไขการใช้งานได้อย่างชัดเจนผ่าน Smart Contract โครงการนี้ดำเนินการภายใต้ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต. และเริ่มทดสอบระบบครั้งแรกในงาน DevCon ปี 2567 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระบบนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถโอน Stablecoin เข้ามาในวอลเล็ต จากนั้นระบบหลังบ้านจะแปลงมูลค่าเป็นเงินบาท (THBX) เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำไปสแกนจ่ายคิวอาร์โค้ดของร้านค้าแม่มณีที่เข้าร่วมโครงการได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่มอบความสะดวกและปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ร้านค้ารายย่อยหรือสตรีทฟู้ดที่ไม่ได้รับบัตรเครดิต สามารถเข้าถึงเม็ดเงินจากต่างชาติได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมี&lt;a href="https://www.scb.co.th/th/about-us/news/oct-2567/scb-partners-stablecoin"&gt;โครงการที่ SCB &amp;nbsp;และ SCB 10X พัฒนาร่วมกับ Lightnet บริษัท Fintech จากสิงคโปร์ ให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Stablecoin โดยมี Fireblocks รับผิดชอบระบบ Custody&lt;/a&gt; โครงการนี้ผ่านกระบวนการ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนตุลาคม 2567 ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินข้ามประเทศได้แบบ real-time ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีใหม่นี้กับการโอนเงินในปัจจุบัน คุณกวีวุฒิให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า สำหรับการใช้จ่ายภายในประเทศ ระบบพร้อมเพย์ของไทยมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมและไม่มีค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว Blockchain หรือ Stablecoin จึงไม่ได้เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ แต่ประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นกับการ &lt;strong&gt;โอนเงินระหว่างประเทศ (Cross-border Payment)&lt;/strong&gt; โดยเฉพาะ Tokenized Deposit ในเชิงธุรกิจข้ามชาติ ระบบนี้จะเข้ามาปฏิวัติการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ช่วยให้องค์กรสามารถสลับเปลี่ยนมูลค่าระหว่างเงินสดและสินทรัพย์ดิจิทัลได้แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำเงินไปฝากทิ้งไว้ในธนาคารหลาย ๆ ประเทศให้เสียโอกาสทางการเงินอีกต่อไป ซึ่ง SCBX และ SCB กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมการเพื่อเข้าร่วมทดสอบของโครงการ Tokenized Deposits ภายใต้ Regulatory Sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;Financial Inclusion เมื่อต้นทุนที่ต่ำลง คือการเปิดประตูโอกาสให้คนตัวเล็ก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายสูงสุดที่กลุ่ม SCBX พยายามเน้นย้ำและยึดมั่นมาตลอดการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างเครื่องมือเพื่อการเก็งกำไรในโลกดิจิทัล &lt;strong&gt;แต่คือการลดต้นทุนการดำเนินงานของสถาบันการเงิน&lt;/strong&gt; เพื่อส่งต่อผลประโยชน์และกระจายโอกาสเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388463_SCBX_6.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บนเวที คุณกวีวุฒิได้อธิบายแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางการเงิน ผ่านตัวอย่างเชิงโครงสร้างที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด โดยชี้ให้เห็นว่า ในระบบการเงินดั้งเดิม สินทรัพย์คุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงและปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ชั้นดี มักจะถูกจำกัดสิทธิ์ไว้เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินทุนเริ่มต้นหลักแสนหรือหลักล้านบาทเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลสำคัญไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำโดยเจตนา แต่เป็นเพราะระบบธนาคารแบบเดิมมีต้นทุนหลังบ้านในการตรวจสอบเอกสาร การดูแลบัญชี และการใช้แรงงานคนสูงมาก เมื่อมูลค่าการลงทุนต่อรายต่ำเกินไป สถาบันการเงินจึงไม่สามารถแบกรับต้นทุนเพื่อให้บริการได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนมาอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ระบบจะเข้ามาจัดการกระบวนการจับคู่และตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดต่ำลงจนแทบเป็นศูนย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเมื่อต้นทุนถูกทลายลง กำแพงเกณฑ์การลงทุนขั้นต่ำย่อมลดลงตามไปด้วย คุณกวีวุฒิกล่าวว่า จากเดิมที่ต้องมีเงินหลักแสน ในทางทฤษฎี Blockchain สามารถซอยย่อยสินทรัพย์ให้มีขนาดเล็กลงจนเหลือเริ่มต้นเพียง 5 บาท หรือ 50 บาทได้ทันที ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ กลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้มีทางเลือกจำกัดในการออม จะสามารถเข้าถึงแหล่งสะสมความมั่งคั่งที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองถือครองอยู่ มาใช้เป็นหลักค้ำประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ยังเป็นการเปลี่ยนภาพจำทางการเงินเดิม ๆ และช่วยปกป้องผู้บริโภครายย่อยไม่ให้ต้องไปเสี่ยงกับหนี้นอกระบบหรือการลงทุนที่ไม่มีการกำกับดูแล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณกวีวุฒิสรุปนิยามของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ดีไว้ได้อย่างคมคายว่า นวัตกรรมที่สำเร็จอย่างแท้จริง ต้องทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบที่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388533_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;สิ่งนี้ไม่ต่างจากการที่เราโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าระบบหลังบ้านทำงานอย่างไร และนั่นคือปลายทางของเทคโนโลยีที่ SCBX ตั้งใจปูรากฐาน เพื่อให้ Blockchain ทำหน้าที่ยกระดับชีวิตทางการเงินของคนไทยทุกคนอย่างแนบเนียนและยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทต่อไปของโลกการเงิน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกเหนือจากภาพความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ที่เปิดใช้งานจริงแล้ว คุณกวีวุฒิยังได้พาผู้ฟังในงานฉายภาพอนาคตที่เป็น บทต่อไปของโลกการเงิน ผ่านการผสานเทคโนโลยีระหว่าง AI และสินทรัพย์ดิจิทัล นั่นคือแนวคิด Agentic Payment หรือระบบการชำระเงินอัตโนมัติระหว่าง AI Agent&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอนาคตอันใกล้ AI จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบตอบโต้ข้อมูล แต่จะพัฒนาเป็นตัวแทนอัจฉริยะที่ทำงานแทนมนุษย์ในชีวิตประจำวัน เช่น การค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา หรือสั่งซื้อของให้เราโดยอัตโนมัติ ยุคที่ AI ต้องคุยกับ AI เพื่อดีลธุรกิจนี้ จะทำให้เกิดธุรกรรมขนาดเล็ก Micro-payment เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งระบบธนาคารดั้งเดิมไม่สามารถรองรับได้เนื่องจากมีต้นทุนระบบหลังบ้านที่แพงเกินไป แต่เทคโนโลยี Stablecoin บน Blockchain สามารถปลดล็อกข้อจำกัดนี้ได้อย่างง่ายดายด้วยต้นทุนที่ต่ำจนแทบเป็นศูนย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เวลา Agent คุยกับ Agent มันจะจ่ายเงินกันด้วย Micropayment ตลอดเวลา ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารปัจจุบันมันแพงเกินไปสำหรับธุรกรรมขนาดเล็กแบบนั้น แต่ Stablecoin ทำได้&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;&amp;quot;We build this for everyone&amp;quot;&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388624_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;คุณกวีวุฒิได้เปรียบเทียบการเดินทางตลอดเกือบ 10 ปีของ SCBX ไว้อย่างเห็นภาพว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;โครงสร้างพื้นฐานเปรียบเสมือนถนน ส่วนผลิตภัณฑ์ทางการเงินคือยานพาหนะ&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; แม้การบุกเบิกสร้างถนนจะต้องใช้เวลา ทรัพยากร และความอดทนอย่างมหาศาล แต่วันนี้เส้นทางของ SCBX พร้อมใช้งานแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งาน SEABW 2026 ในครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่ากลุ่ม SCBX ไม่ได้มองบล็อกเชนเป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่คือความมุ่งมั่นในการปฏิรูประบบการเงินไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และต้นทุนต่ำ เพื่อส่งต่อโอกาสทางการเงินที่ปลอดภัยไปสู่คนไทยทุกคน ดังประโยคปิดท้ายที่ว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;It's never, never been a better time to build. We build this for everyone.&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ข้อมูลจากคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด บรรยายในงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 วันที่ 21 พฤษภาคม 2569&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;บทความนี้เป็น Advertorial&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/scbx-future-finance-seabw-2026"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ผ่านพ้นไปได้อย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 (SEABW 2026) ณ ไอคอนสยาม มหกรรม Blockchain ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในปีนี้ความน่าสนใจพุ่งเป้าไปที่การขยับตัวครั้งสำคัญของกลุ่ม SCBX ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388039_1200X800_seabw_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไฮไลต์สำคัญที่คนในแวดวงการเงินและเทคโนโลยีให้ความสนใจ คือเซสชั่น &lt;strong&gt;Building for Everyone: SCBX's Journey from Digital Asset Infrastructure to the Future of Finance โดยคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer ของ SCBX และ CEO ของ SCB 10X&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าความสำเร็จทั่วไป แต่เป็นการพาเราย้อนกลับไปมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษที่ SCBX เลือกที่จะลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ตั้งแต่ในวันที่ตลาดไทยยังไม่ตื่นตัว ก่อนที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกจะหันมาให้ความสนใจ และก่อนที่คำว่า Blockchain จะกลายเป็นกระแสหลักในสังคมอย่างทุกวันนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์เดียวคือ Financial Inclusion หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสทางการเงินให้กับทุกคน&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;การเดินทาง 10 ปีของ SCBX ในการพัฒนา Digital Access เพื่อทุกคน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณกวีวุฒิได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังการทำงานในฐานะ First Mover ของกลุ่ม SCBX ว่า การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วผ่านการตัดสินใจเข้าไปลงทุนใน Ripple (Series B) ตั้งแต่ในยุคที่กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลยังเป็นเรื่องใหม่มากและยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างอย่างทุกวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388140_SCBX_7.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่จากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอนาคต กลุ่ม SCBX จึงไม่หยุดอยู่แค่การลงทุน แต่ได้นำเทคโนโลยีมาลงมือทำจริง ด้วยการผสานระบบ RippleNet เข้ากับแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อเปิดให้บริการโอนเงินข้ามประเทศที่ช่วยลดทั้งต้นทุนและเพิ่มความเร็วให้แก่ผู้ใช้บริการ นับเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรก ๆ ในภูมิภาคที่ยกระดับบริการนี้สู่สายตาประชาชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากจุดเริ่มต้นในวันนั้น จนถึงปัจจุบันสิ่งที่กลุ่ม SCBX ได้ศึกษาและสั่งสมประสบการณ์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ จึงถูกนำมาต่อยอดเป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3 เลเยอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัลให้ครอบคลุมในทุกมิติ ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388183_SCBX_5.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Infrastructure Layer&lt;/strong&gt;คุณกวีวุฒิเปรียบชั้นนี้เหมือนโรงกษาปณ์ของระบบการเงินดิจิทัล ก่อนที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถนำมาใช้งานได้จริงในวงกว้าง จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่&amp;nbsp;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Custody ระบบเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างปลอดภัยในระดับสถาบัน ซึ่ง SCB 10X ได้ร่วมลงทุนใน Fireblocks ผู้นำระดับโลกด้านนี้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Tokenization กระบวนการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบน Blockchain โดย SCBX ดำเนินการผ่านบริษัทลูกชื่อ Token X ซึ่งเป็น ICO Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Distribution ช่องทางให้นักลงทุนเข้าถึงและซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ InnovestX&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Asset Layer&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กวีวุฒินำเสนอว่าสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคตจะจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Crypto Asset เช่น Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีคุณค่าในฐานะ Store of Value คล้ายกับทองคำในโลกดิจิทัล มีปริมาณจำกัดและมูลค่าขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและอุปสงค์ของตลาด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Real-World Assets Tokenization (RWA) สินทรัพย์โลกจริงที่ผ่านกระบวนการ Tokenize เช่น หลักทรัพย์ ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ การ Tokenize คือ การแบ่งสินทรัพย์เหล่านั้นออกเป็นหน่วยย่อยบน Blockchain เพื่อให้ซื้อขายได้สะดวกยิ่งขึ้น โอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้มากกว่าเดิม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Stablecoin และ Tokenized Deposit ซึ่งออกแบบมาสำหรับการชำระเงิน Stablecoin คือเหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่าไว้กับสกุลเงินจริง ขณะที่ Tokenized Deposit คือเงินฝากในธนาคารที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบน Blockchain ซึ่งยังได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับเงินฝากทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Use Layer&lt;/strong&gt; คุณกวีวุฒิชี้ให้เห็นว่าเมื่อ 2 ชั้นแรกพัฒนาถึงระดับหนึ่ง สินทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้ยืมหรือเข้าถึงสภาพคล่องได้แบบ real-time บน Blockchain ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยยกตัวอย่างว่า หุ้นกู้ที่ผ่านการ Tokenize แล้วจะสามารถนำไปค้ำประกันได้โดยอัตโนมัติภายในเวลาเป็นนาที เข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับมูลค่าธุรกรรมทุกขนาด ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการในปัจจุบันที่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและรออนุมัติเป็นเวลาหลายวัน&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388332_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;บนเวทีสัมมนา คุณกวีวุฒิได้กล่าวถึงหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของกลุ่ม SCBX ว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;เราภูมิใจที่ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศ&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา SCBX เป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในไทย อาทิ โครงการ Rubie Wallet กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากแนวคิด Purpose-Bound Money หรือเงินดิจิทัลที่กำหนดเงื่อนไขการใช้งานได้อย่างชัดเจนผ่าน Smart Contract โครงการนี้ดำเนินการภายใต้ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต. และเริ่มทดสอบระบบครั้งแรกในงาน DevCon ปี 2567 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระบบนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถโอน Stablecoin เข้ามาในวอลเล็ต จากนั้นระบบหลังบ้านจะแปลงมูลค่าเป็นเงินบาท (THBX) เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำไปสแกนจ่ายคิวอาร์โค้ดของร้านค้าแม่มณีที่เข้าร่วมโครงการได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่มอบความสะดวกและปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ร้านค้ารายย่อยหรือสตรีทฟู้ดที่ไม่ได้รับบัตรเครดิต สามารถเข้าถึงเม็ดเงินจากต่างชาติได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมี&lt;a href="https://www.scb.co.th/th/about-us/news/oct-2567/scb-partners-stablecoin"&gt;โครงการที่ SCB &amp;nbsp;และ SCB 10X พัฒนาร่วมกับ Lightnet บริษัท Fintech จากสิงคโปร์ ให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Stablecoin โดยมี Fireblocks รับผิดชอบระบบ Custody&lt;/a&gt; โครงการนี้ผ่านกระบวนการ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนตุลาคม 2567 ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินข้ามประเทศได้แบบ real-time ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีใหม่นี้กับการโอนเงินในปัจจุบัน คุณกวีวุฒิให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า สำหรับการใช้จ่ายภายในประเทศ ระบบพร้อมเพย์ของไทยมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมและไม่มีค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว Blockchain หรือ Stablecoin จึงไม่ได้เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ แต่ประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นกับการ &lt;strong&gt;โอนเงินระหว่างประเทศ (Cross-border Payment)&lt;/strong&gt; โดยเฉพาะ Tokenized Deposit ในเชิงธุรกิจข้ามชาติ ระบบนี้จะเข้ามาปฏิวัติการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ช่วยให้องค์กรสามารถสลับเปลี่ยนมูลค่าระหว่างเงินสดและสินทรัพย์ดิจิทัลได้แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำเงินไปฝากทิ้งไว้ในธนาคารหลาย ๆ ประเทศให้เสียโอกาสทางการเงินอีกต่อไป ซึ่ง SCBX และ SCB กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมการเพื่อเข้าร่วมทดสอบของโครงการ Tokenized Deposits ภายใต้ Regulatory Sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;Financial Inclusion เมื่อต้นทุนที่ต่ำลง คือการเปิดประตูโอกาสให้คนตัวเล็ก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายสูงสุดที่กลุ่ม SCBX พยายามเน้นย้ำและยึดมั่นมาตลอดการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างเครื่องมือเพื่อการเก็งกำไรในโลกดิจิทัล &lt;strong&gt;แต่คือการลดต้นทุนการดำเนินงานของสถาบันการเงิน&lt;/strong&gt; เพื่อส่งต่อผลประโยชน์และกระจายโอกาสเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388463_SCBX_6.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บนเวที คุณกวีวุฒิได้อธิบายแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางการเงิน ผ่านตัวอย่างเชิงโครงสร้างที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด โดยชี้ให้เห็นว่า ในระบบการเงินดั้งเดิม สินทรัพย์คุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนมั่นคงและปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ชั้นดี มักจะถูกจำกัดสิทธิ์ไว้เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินทุนเริ่มต้นหลักแสนหรือหลักล้านบาทเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลสำคัญไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำโดยเจตนา แต่เป็นเพราะระบบธนาคารแบบเดิมมีต้นทุนหลังบ้านในการตรวจสอบเอกสาร การดูแลบัญชี และการใช้แรงงานคนสูงมาก เมื่อมูลค่าการลงทุนต่อรายต่ำเกินไป สถาบันการเงินจึงไม่สามารถแบกรับต้นทุนเพื่อให้บริการได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนมาอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ระบบจะเข้ามาจัดการกระบวนการจับคู่และตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดต่ำลงจนแทบเป็นศูนย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเมื่อต้นทุนถูกทลายลง กำแพงเกณฑ์การลงทุนขั้นต่ำย่อมลดลงตามไปด้วย คุณกวีวุฒิกล่าวว่า จากเดิมที่ต้องมีเงินหลักแสน ในทางทฤษฎี Blockchain สามารถซอยย่อยสินทรัพย์ให้มีขนาดเล็กลงจนเหลือเริ่มต้นเพียง 5 บาท หรือ 50 บาทได้ทันที ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ กลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้มีทางเลือกจำกัดในการออม จะสามารถเข้าถึงแหล่งสะสมความมั่งคั่งที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองถือครองอยู่ มาใช้เป็นหลักค้ำประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ยังเป็นการเปลี่ยนภาพจำทางการเงินเดิม ๆ และช่วยปกป้องผู้บริโภครายย่อยไม่ให้ต้องไปเสี่ยงกับหนี้นอกระบบหรือการลงทุนที่ไม่มีการกำกับดูแล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณกวีวุฒิสรุปนิยามของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ดีไว้ได้อย่างคมคายว่า นวัตกรรมที่สำเร็จอย่างแท้จริง ต้องทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบที่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388533_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;สิ่งนี้ไม่ต่างจากการที่เราโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าระบบหลังบ้านทำงานอย่างไร และนั่นคือปลายทางของเทคโนโลยีที่ SCBX ตั้งใจปูรากฐาน เพื่อให้ Blockchain ทำหน้าที่ยกระดับชีวิตทางการเงินของคนไทยทุกคนอย่างแนบเนียนและยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทต่อไปของโลกการเงิน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกเหนือจากภาพความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ที่เปิดใช้งานจริงแล้ว คุณกวีวุฒิยังได้พาผู้ฟังในงานฉายภาพอนาคตที่เป็น บทต่อไปของโลกการเงิน ผ่านการผสานเทคโนโลยีระหว่าง AI และสินทรัพย์ดิจิทัล นั่นคือแนวคิด Agentic Payment หรือระบบการชำระเงินอัตโนมัติระหว่าง AI Agent&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอนาคตอันใกล้ AI จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบตอบโต้ข้อมูล แต่จะพัฒนาเป็นตัวแทนอัจฉริยะที่ทำงานแทนมนุษย์ในชีวิตประจำวัน เช่น การค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา หรือสั่งซื้อของให้เราโดยอัตโนมัติ ยุคที่ AI ต้องคุยกับ AI เพื่อดีลธุรกิจนี้ จะทำให้เกิดธุรกรรมขนาดเล็ก Micro-payment เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งระบบธนาคารดั้งเดิมไม่สามารถรองรับได้เนื่องจากมีต้นทุนระบบหลังบ้านที่แพงเกินไป แต่เทคโนโลยี Stablecoin บน Blockchain สามารถปลดล็อกข้อจำกัดนี้ได้อย่างง่ายดายด้วยต้นทุนที่ต่ำจนแทบเป็นศูนย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เวลา Agent คุยกับ Agent มันจะจ่ายเงินกันด้วย Micropayment ตลอดเวลา ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารปัจจุบันมันแพงเกินไปสำหรับธุรกรรมขนาดเล็กแบบนั้น แต่ Stablecoin ทำได้&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;&amp;quot;We build this for everyone&amp;quot;&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780388624_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;คุณกวีวุฒิได้เปรียบเทียบการเดินทางตลอดเกือบ 10 ปีของ SCBX ไว้อย่างเห็นภาพว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;โครงสร้างพื้นฐานเปรียบเสมือนถนน ส่วนผลิตภัณฑ์ทางการเงินคือยานพาหนะ&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; แม้การบุกเบิกสร้างถนนจะต้องใช้เวลา ทรัพยากร และความอดทนอย่างมหาศาล แต่วันนี้เส้นทางของ SCBX พร้อมใช้งานแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งาน SEABW 2026 ในครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่ากลุ่ม SCBX ไม่ได้มองบล็อกเชนเป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่คือความมุ่งมั่นในการปฏิรูประบบการเงินไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และต้นทุนต่ำ เพื่อส่งต่อโอกาสทางการเงินที่ปลอดภัยไปสู่คนไทยทุกคน ดังประโยคปิดท้ายที่ว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;It's never, never been a better time to build. We build this for everyone.&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ข้อมูลจากคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด บรรยายในงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 วันที่ 21 พฤษภาคม 2569&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;บทความนี้เป็น Advertorial&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-03T20:25:56+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/yip-in-tsoi-next-trusted-advisor-interview</id>
    <title>ยิบอินซอย ในศตวรรษที่ 2 กับ 'YIPINTSOI NEXT' บริษัทเทคโนโลยีที่ต่อยอด DNA 'กล้าเปลี่ยน' ไปอีก 100 ปี</title>
    <updated>2026-06-03T17:42:36+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054811_yip-in-tsoi-nex-4.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'ยิบอินซอย'&lt;/strong&gt; บริษัทที่อยู่คู่ประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 1926 เลือกที่จะ &lt;strong&gt;'เปิดบทใหม่'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ด้วยการให้กำเนิดบริษัทลูกชื่อ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด (YIPINTSOI NEXT)&lt;/strong&gt; เพื่อรวมธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมดของกลุ่มเข้ามาอยู่ในร่างเดียว พร้อมเดินหน้าสู่ศตวรรษที่ 2 ในยุคที่ AI และ Quantum Computer กำลังเปลี่ยนหน้าตาของธุรกิจไอทีไปอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Techsauce&lt;/strong&gt; ได้มีโอกาสพูดคุยกับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;คุณมรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;คุณสุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญในรอบศตวรรษนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำไมต้องเป็น 'Next' ทำไมต้องเป็นตอนนี้ และในอีก 100 ปีข้างหน้า ยิบอินซอย จะเป็นอย่างไรต่อ ?&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ยิบอินซอย คือใครกันแน่ ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะเข้าใจ YIPINTSOI NEXT ต้องเข้าใจก่อนว่า ยิบอินซอย คือใคร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิบอินซอย ก่อตั้งในปี 1926 เริ่มต้นจากธุรกิจเหมืองแร่ที่สงขลา ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขยายไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่นึกถึงว่าครั้งหนึ่งเคยอยู่ในมือของกลุ่มนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไทม์ไลน์ธุรกิจของยิบอินซอยในศตวรรษแรกเป็นดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ปี 1926 เริ่มต้นเส้นทางด้วยธุรกิจเหมืองแร่&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปี 1946 ทำธุรกิจปุ๋ยและเคมีเกษตร โดยนำเข้าและจำหน่ายปุ๋ยเคมีจากเยอรมนีเป็นรายแรกในประเทศไทย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปี 1954 เริ่มทำธุรกิจเทคโนโลยี&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปี 1967 เริ่มทำธุรกิจการผลิตและการค้า โดยเป็นบริษัทรายแรกที่ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย (มอก.) ในกลุ่มผู้ผลิตสี&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปัจจุบัน ธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตร และไลฟ์สไตล์เพื่อความยั่งยืน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ตลอดเส้นทางนี้ ยิบอินซอย ไม่เคยอยู่นิ่ง ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน บริษัทเลือกที่จะเปลี่ยนตามเสมอ จากเหมืองแร่สู่ปุ๋ย จากปุ๋ยสู่เทคโนโลยี และตอนนี้ จากบริษัทเทคโนโลยีในร่างเก่า สู่ YIPINTSOI NEXT ในร่างใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเคยให้สัมภาษณ์กับ Techsauce เอาไว้ว่า &lt;strong&gt;สิ่งที่ทำให้ยิบอินซอยอยู่มาได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ขนาดของบริษัท ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่คือ DNA ที่สืบทอดมาตั้งแต่ 'มิสเตอร์ ยิบอินซอย' ผู้ก่อตั้ง นั่นคือคำว่า 'กล้าเปลี่ยน'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และในปี 2026 นี้ DNA เดียวกันนั้นก็พาบริษัทมาสู่หน้าใหม่อีกหน้าหนึ่ง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;YIPINTSOI NEXT คืออะไร ? และทำอะไร ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054681_yip-in-tsoi-3.webp" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเชิงโครงสร้างองค์กร สิ่งที่เปลี่ยนหลัก ๆ คือ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ขยับสถานะขึ้นเป็น Holding Company ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมของพอร์ตการลงทุน และกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใต้ Holding นี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;1.YIPINTSOI NEXT&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รวมธุรกิจไอทีและ Enterprise Solutions ทั้งหมดของกลุ่มมาอยู่ในร่างเดียว ครอบคลุมทั้ง Cloud Infrastructure, AI Solutions, Cybersecurity, Data and Analytics, Managed Services และ Enterprise Solutions ด้วยทีมงานกว่า 1,500 คน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;2.YIP IN TSOI &amp;amp; JACKS&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดูแลธุรกิจการเกษตร พลังงานทางเลือกเพื่อการเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นสายธุรกิจดั้งเดิมของกลุ่มที่ปรับโฉมเข้าสู่ยุคใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;3.SUSTAINABLE LIVING LIFESTYLE&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มองไปที่เรื่อง Probiotics การจัดงานแบบ Sustainable Event และไลฟ์สไตล์ของสังคมผู้สูงวัย ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว ซึ่งหนึ่งบริษัทลูกที่อยู่ในหมวดนี้ก็คือ Robinhood นั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณมรกตเปรียบเทียบให้ฟังง่าย ๆ ว่า เมื่อก่อนบริษัทไอทีในเครือยิบอินซอยเปรียบเหมือนลูกในครอบครัวที่อยู่กันคนละบ้าน การคุยกันเรื่องอัปเดตเทคโนโลยี หรือ Use Case ที่แต่ละบ้านดูแลแต่ละไซต์ แต่ละ Industry ก็แตกต่างกันไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่การที่ตอนนี้รวมมาอยู่ในบ้านเดียวกันในชื่อ YIPINTSOI NEXT การพูดคุย การ Sharing เทคโนโลยี ก็เกิดที่เดียวกันมากขึ้น ในขณะที่ Holding Company ยังเป็นแม่ที่คอยดูแลภาพรวมของลูกทุกคน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคขยายความว่า ประโยชน์ที่ได้จากการตั้ง YIPINTSOI NEXT ขึ้นมา คือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;Flexibility ในการ Move&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนทิศทางและการปฏิบัติงาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;DNA 'กล้าเปลี่ยน' คือเหตุผล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถ้าถามว่า ทำไมต้องสร้างยิบอินซอย เน็กซ์ ขึ้นมาตอนนี้ ? คุณมรกตให้คำตอบในการสัมภาษณ์ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;หลังจากการเดินทางตลอด 100 ปีที่ผ่านมา วันนี้ยิบอินซอยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจสมัยใหม่ โดยผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอีก 100 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเสริมว่า แก่นของสิ่งที่ YIPINTSOI NEXT อยากสื่อสารคือ บริษัทไม่ได้อยู่กับที่ พร้อมเดินไปข้างหน้าต่อ ทั้ง &lt;strong&gt;Next Level, Next Era และ Next Technology&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมไอทีต่อจากนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่อธิบายว่าทำไมการตัดสินใจครั้งนี้ถึงเป็นการต่อยอด DNA ของยิบอินซอยอย่างแท้จริง เหมือนที่ ในศตวรรษแรก ยิบอินซอย ขยับจากเหมืองแร่ สู่ปุ๋ย สู่เทคโนโลยี ในศตวรรษที่ 2 ยิบอินซอย ก็เลือกขยับจากบริษัทเทคโนโลยีในร่างเดิม สู่บริษัทเทคโนโลยีในร่างที่เร็วและคล่องตัวกว่า เพื่อเดินทันยุค AI ที่กำลังหมุนเร็วกว่าทุกคลื่นที่บริษัทเคยผ่านมา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทบาทใหม่ของ YIPINTSOI NEXT คือ Trusted Advisor&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.3800000000000001; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054867_yip-in-tsoi-next-1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเล่าให้ฟังว่า ในช่วงหลัง สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในวงการไอที คือพฤติกรรมของลูกค้าเอง ในระยะหลัง เซลส์ของยิบอินซอยพบปะกับ CIO และ CTO น้อยลง แต่ไปเจอ Line of Business มากขึ้น คุยกับ Marketing เยอะขึ้น คุยกับ CFO บ่อยขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์ที่ได้จากการคุยรอบใหม่นี้เปลี่ยนหน้าตาไปจากเดิม จากเดิมที่ลูกค้าจะส่งโจทย์มาเป็น &lt;strong&gt;Technology Requirement&lt;/strong&gt; ตรง ๆ เช่น 'เราอยากเปลี่ยน Core Banking' หรือ 'เราอยากอัปเกรด Infrastructure' ตอนนี้สิ่งที่ยิบอินซอยเจอบ่อยขึ้นกลายเป็น Business Requirement ที่ยังไม่ได้ถูกแกะออกมาเป็นภาษาเทคโนโลยี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือเหตุผลที่บริษัทไอทีในไทยต้องเปลี่ยนบทบาท คุณสุภัคบอกว่า YIPINTSOI NEXT จะไม่ใช่ System Integrator แบบเดิม ที่รับงานออกแบบและติดตั้งระบบไอทีหลายส่วนให้ทำงานร่วมกัน &amp;nbsp;เช่น เอา Hardware เจ้าหนึ่ง Software อีกเจ้า มาเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวให้ลูกค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แต่ YIPINTSOI NEXT จะขยับขึ้นไปเป็น Trusted Advisor&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่นั่งคุยกับลูกค้าตั้งแต่ตอนที่โจทย์ยังเป็นภาษาธุรกิจ ช่วยแกะให้กลายเป็นภาษาเทคโนโลยี แล้วส่งมอบทั้ง Solution และผลลัพธ์ทางธุรกิจไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054881_yip_in_tsoi_next.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เราจะไม่ผูกตัวเองอยู่ในเวนเดอร์เดียวเป็นหลัก&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;อีกหลักการสำคัญที่คุณสุภัคย้ำหลายครั้งคือ ความเป็นอิสระจาก Vendor&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน การผูกติดอยู่กับ Vendor เจ้าเดียวเป็นความเสี่ยงที่สูง บทบาทของ Trusted Advisor จึงต้องคู่กับการมีตัวเลือกหลากหลายให้ลูกค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคอธิบายว่า เมื่อก่อนการลงทุนเทคโนโลยีเปรียบเหมือนการทุ่มงบก้อนโตไปกับระบบ Mainframe ที่จ่ายทีเป็นพันล้าน ต่างจากปัจจุบันที่มีทางเลือกทั้งราคาถูกและแพง ทว่าความท้าทายคือเทคโนโลยีหมุนไวขึ้นมาก การตัดสินใจลงทุนในวันนี้จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่าง &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ความคุ้มค่า&amp;rsquo; &amp;lsquo;ความมั่นใจ&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ความรวดเร็ว&amp;rsquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นคือเหตุผลที่ Trusted Advisor ที่ดี ต้องช่วยลูกค้าตัดสินใจในจังหวะที่เหมาะสม ไม่เร็วเกินไปจนเสี่ยง ไม่ช้าเกินไปจนตกเทรนด์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;6 สิ่งที่ YIPINTSOI NEXT มอบให้ธุรกิจ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054893_yip_in_tsoi_next-1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;YIPINTSOI NEXT เกิดจากการรวมศักยภาพของ 6 ขอบเขตธุรกิจเทคโนโลยี ได้แก่ &lt;strong&gt;Cloud Infrastructure, AI Solutions, Cybersecurity, Data and Analytics, Managed Services และ Enterprise Solutions&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อรองรับองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในยุคที่บริษัทเรียกว่า &lt;strong&gt;Trusted Digital Era&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งคุณสุภัค และคุณมรกตได้ยกตัวอย่างของแต่ละ Use Cases ให้เห็นภาพมากขึ้นดังนี้&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;AI Transformation ที่สร้างอิมแพคจริง&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;ในมุมของ YIPINTSOI NEXT การทำ AI ที่สร้างความแตกต่างจริง ๆ ไม่ใช่แค่ Chatbot ตอบคำถาม HR แต่ต้องเป็น AI ที่ใช้กับ Core Business ของลูกค้าได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคยกตัวอย่างบริษัทประกันที่นำ AI ไปใช้กับ Underwriting หรือ Claim ได้ดี นั่นคือ Transformation จริง ๆ เพราะสร้างอิมแพคต่อธุรกิจ ซึ่งหน้าที่ของ YIPINTSOI NEXT คือ &lt;strong&gt;ช่วยลูกค้าหา Use Case ที่ทำให้ AI กลายเป็น Real Transformation ได้จริง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;Cybersecurity และ Resilience รวมถึงคลื่นใหม่ชื่อ PQC&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;ความหมายของ Cybersecurity ไม่ใช่แค่ป้องกันภัยปัจจุบัน แต่ YIPINTSOI NEXT กำลังเตรียมตัวสำหรับคลื่นใหม่ที่หลายคนยังไม่ได้พูดถึง คือ &lt;strong&gt;Post-Quantum Cryptography (PQC)&lt;/strong&gt; หรือการเตรียมระบบเข้ารหัสให้พร้อมรับยุคที่ Quantum Computer สามารถถอดรหัสปัจจุบันได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดง่าย ๆ ระบบเข้ารหัสที่ธนาคารและองค์กรใหญ่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการเดารหัส แต่ถ้า Quantum Computer พัฒนาเสร็จ การเดารหัสเหล่านี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง PQC คือ Cryptography ยุคใหม่ที่ออกแบบมาให้ทนต่อพลังของ Quantum Computer&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคบอกว่า ตอนนี้เทรนด์ของ PQC เริ่มมีการตื่นตัวในหลาย ๆ องค์กรในไทยแล้ว และยิบอินซอย เน็กซ์เองก็มีความพร้อมเรื่องนี้เช่นกัน สิ่งที่ YIPINTSOI NEXT ทำคือสร้าง Awareness ให้กับลูกค้า สื่อสารอย่างเข้าใจเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว เพราะการเปลี่ยน Cryptography ในระบบ Enterprise ไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในวันสองวัน&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;Cloud Cost Optimization&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันองค์กรใหญ่ที่ใช้งาน Cloud มาระดับหนึ่ง มักพบโจทย์ท้าทายเรื่องงบครองชีพบนระบบคลาวด์ที่สูงเกินคาดการณ์ ทำให้ปีนี้แทบทุกองค์กรมีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านไอที ซึ่งการประหยัดงบได้แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในองค์กรขนาดใหญ่ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;YIPINTSOI NEXT จึงเข้ามาช่วยทำ &lt;strong&gt;'Optimize As is'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้งานจริง ดูกระบวนการทำงาน ว่าส่วนไหนควรอยู่บน Cloud ต่อ หรือส่วนไหนควรจัดการในรูปแบบ On-premises เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจาก Optimize As Is แล้ว บริษัทยังประเมินว่า Workload ไหนเหมาะกับ Cloud และ Workload ไหนควรดึงกลับมา On-premises ซึ่งแปลว่าระบบที่ติดตั้งและรันบนเซิร์ฟเวอร์ภายในของลูกค้าเอง ไม่ได้เช่าใช้บน Cloud ของผู้ให้บริการภายนอก งานบางประเภทที่รันสม่ำเสมอตลอดเวลา ทำที่ On-premises อาจถูกกว่าและเสถียรกว่า ในขณะที่งานที่มีปริมาณขึ้นลงรวดเร็วเหมาะกับ Cloud มากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าแนวทางนี้อาจทำให้รายได้ฝั่ง Cloud ของบริษัทลดลงไปบ้าง และยิบอินซอยเองก็เป็นพันธมิตรที่เติบโตร่วมกับ Cloud Provider รายใหญ่มานาน แต่เลือกที่จะยึดความต้องการและประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ซึ่งนี่คือ DNA ของยิบอินซอย ในการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลูกค้าไว้วางใจได้เสมอในทุกสถานการณ์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนยิบอินซอย อีกหนึ่งเคล็ดลับความสำเร็จที่ไม่เปลี่ยน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้จะเป็นบริษัทเก่าแก่เกือบ 100 ปี แต่ยิบอินซอยกลับเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเล่าว่า เคล็ดลับการดึงดูดคนเก่งของยิบอินซอยคือการนำเสนองานที่ท้าทาย หลากหลาย และเปิดโอกาสให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ พนักงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ทำงานกับลูกค้าหลายอุตสาหกรรม ทั้งธนาคาร ค้าปลีก น้ำมันและก๊าซ พลังงาน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความรู้และทักษะรอบด้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งจุดเด่นที่คุณสุภัคพูดถึง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ความอิสระ&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; Yip In Tsoi Next ไม่ได้ผูกตัวเองอยู่กับ Vendor เพียงเจ้าเดียว มีลูกค้าจากหลากหลายองค์กร ดังนั้นเด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานจะได้ Explore หลายอุตสาหกรรมและหลายเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้พนักงานได้เรียนรู้ทักษะ และเนื้องานใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งโจทย์ที่คุณสุภัคพูดถึงคือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;การเปลี่ยนคน Technical ให้ขยับขึ้นเป็น Business Advisor&lt;/strong&gt; ในยุคที่ลูกค้าต้องการความเข้าใจในธุรกิจมากกว่าความเข้าใจในเทคนิคล้วน ๆ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทกำลัง Re-skill ทีมพรีเซลส์ให้ไปเรียนเรื่อง Regulatory ของแบงก์ เรียนรู้บริบทธุรกิจของลูกค้าให้ลึกขึ้น เพื่อให้ทีมงานเข้าใจในธุรกิจของลูกค้ามากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิบอินซอยเชื่อว่าการเปิดโอกาสให้พนักงานได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และทำงานร่วมกับลูกค้าที่หลากหลาย คือ 'กำไรชีวิต' ที่หาไม่ได้จากที่ไหน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ก้าวต่อสู่ Next Hundred Years&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054931_yip-in-tsoi-4.webp" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามถึง Vision ของยิบอินซอยในศตวรรษต่อไป คุณมรกตให้คำตอบว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ในอีก 100 ปีข้างหน้า ยิบอินซอยจะยังคงเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ยึด Core Value เดิม เป็นพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้ของลูกค้า เป็นบริษัทที่ปรับตัวเข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคย้ำว่า สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือปรัชญาที่ส่งต่อกันมา การเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลูกค้าไว้วางใจ ไม่ทิ้งงานกลางคัน มีความรับผิดชอบ และเชื่อใจได้&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การที่ยิบอินซอย อยู่มา 100 ปีแล้ว เราถูกมองว่าเราเป็น Trusted Valuable Technology Partner มันสามารถที่จะให้ความไว้ใจกับเราได้ ระบบที่ยิบอินซอยทำแล้ว เขาไม่ได้ปิดบริษัทหนีไปไหน ยังไงก็ยังดูแลคุณ&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ในวันที่เทคโนโลยีหมุนเร็วจนหลายคนตกขบวน ในวันที่ Trust กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หายากในวงการไอที ยิบอินซอย เลือกที่จะใช้สินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของตัวเอง คือ 100 ปีของความน่าเชื่อถือ มาเป็นจุดตั้งต้นของบทใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายหลักของ YIPINTSOI NEXT ตอนนี้ คือการพิสูจน์ว่าบริษัทใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น สามารถส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้ดีขึ้น คล่องตัวขึ้น และเตรียมพร้อมรับคลื่นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น AI, Post-Quantum หรือเทคโนโลยีอะไรที่ยังไม่มีชื่อในวันนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเคยให้สัมภาษณ์กับ Techsauce เอาไว้ว่า สิ่งที่บริษัทอยากให้ลูกค้าได้รับมากที่สุดคือคำว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'Peace of Mind'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ เราต้องทำให้ลูกค้ามี Peace of Mind หมายความว่า ทำธุรกิจกับเราแล้วชีวิตลูกค้าต้องดีขึ้น กลับบ้านแล้วนอนหลับได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;และในวันนี้ Peace of Mind ก็ยังเป็นเข็มทิศของ YIPINTSOI NEXT ที่ส่งต่อมาจากบริษัทแม่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากทศวรรษที่ผ่านมาคือบทแรกที่กำลังจะผ่านไป ยิบอินซอย กำลังเปิดบทใหม่อีกครั้ง ด้วย DNA เดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่มิสเตอร์ ยิบอินซอย คือคำว่า 'กล้าเปลี่ยน'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ติดต่อ บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Phone: &lt;strong&gt;02 353 8600&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;E-mail: &lt;strong&gt;info@yipintsoinext.com&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;งานเปิดบ้าน YIPINTSOI NEXT OPEN HOUSE 2026: THE NEXT NEW THING&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สัมภาษณ์พิเศษ คุณมรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด และคุณสุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด จากงาน YIPINTSOI NEXT OPEN HOUSE 2026: THE NEXT NEW THING&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บทสัมภาษณ์ Techsauce ปี 2024: &amp;quot;ยิบอินซอย ทำอย่างไรถึงเป็นบริษัทไอทีที่อยู่มาเกือบ 100 ปี กับเป้าหมายใหม่โตต่อเนื่องไปอีกศตวรรษ&amp;quot;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;บทความนี้เป็น Advertorial&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/yip-in-tsoi-next-trusted-advisor-interview"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054811_yip-in-tsoi-nex-4.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'ยิบอินซอย'&lt;/strong&gt; บริษัทที่อยู่คู่ประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 1926 เลือกที่จะ &lt;strong&gt;'เปิดบทใหม่'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ด้วยการให้กำเนิดบริษัทลูกชื่อ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด (YIPINTSOI NEXT)&lt;/strong&gt; เพื่อรวมธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมดของกลุ่มเข้ามาอยู่ในร่างเดียว พร้อมเดินหน้าสู่ศตวรรษที่ 2 ในยุคที่ AI และ Quantum Computer กำลังเปลี่ยนหน้าตาของธุรกิจไอทีไปอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Techsauce&lt;/strong&gt; ได้มีโอกาสพูดคุยกับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;คุณมรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;คุณสุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญในรอบศตวรรษนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำไมต้องเป็น 'Next' ทำไมต้องเป็นตอนนี้ และในอีก 100 ปีข้างหน้า ยิบอินซอย จะเป็นอย่างไรต่อ ?&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ยิบอินซอย คือใครกันแน่ ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะเข้าใจ YIPINTSOI NEXT ต้องเข้าใจก่อนว่า ยิบอินซอย คือใคร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิบอินซอย ก่อตั้งในปี 1926 เริ่มต้นจากธุรกิจเหมืองแร่ที่สงขลา ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขยายไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่นึกถึงว่าครั้งหนึ่งเคยอยู่ในมือของกลุ่มนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไทม์ไลน์ธุรกิจของยิบอินซอยในศตวรรษแรกเป็นดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ปี 1926 เริ่มต้นเส้นทางด้วยธุรกิจเหมืองแร่&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปี 1946 ทำธุรกิจปุ๋ยและเคมีเกษตร โดยนำเข้าและจำหน่ายปุ๋ยเคมีจากเยอรมนีเป็นรายแรกในประเทศไทย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปี 1954 เริ่มทำธุรกิจเทคโนโลยี&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปี 1967 เริ่มทำธุรกิจการผลิตและการค้า โดยเป็นบริษัทรายแรกที่ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย (มอก.) ในกลุ่มผู้ผลิตสี&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปัจจุบัน ธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตร และไลฟ์สไตล์เพื่อความยั่งยืน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ตลอดเส้นทางนี้ ยิบอินซอย ไม่เคยอยู่นิ่ง ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน บริษัทเลือกที่จะเปลี่ยนตามเสมอ จากเหมืองแร่สู่ปุ๋ย จากปุ๋ยสู่เทคโนโลยี และตอนนี้ จากบริษัทเทคโนโลยีในร่างเก่า สู่ YIPINTSOI NEXT ในร่างใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเคยให้สัมภาษณ์กับ Techsauce เอาไว้ว่า &lt;strong&gt;สิ่งที่ทำให้ยิบอินซอยอยู่มาได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ขนาดของบริษัท ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่คือ DNA ที่สืบทอดมาตั้งแต่ 'มิสเตอร์ ยิบอินซอย' ผู้ก่อตั้ง นั่นคือคำว่า 'กล้าเปลี่ยน'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และในปี 2026 นี้ DNA เดียวกันนั้นก็พาบริษัทมาสู่หน้าใหม่อีกหน้าหนึ่ง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;YIPINTSOI NEXT คืออะไร ? และทำอะไร ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054681_yip-in-tsoi-3.webp" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเชิงโครงสร้างองค์กร สิ่งที่เปลี่ยนหลัก ๆ คือ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ขยับสถานะขึ้นเป็น Holding Company ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมของพอร์ตการลงทุน และกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใต้ Holding นี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;1.YIPINTSOI NEXT&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รวมธุรกิจไอทีและ Enterprise Solutions ทั้งหมดของกลุ่มมาอยู่ในร่างเดียว ครอบคลุมทั้ง Cloud Infrastructure, AI Solutions, Cybersecurity, Data and Analytics, Managed Services และ Enterprise Solutions ด้วยทีมงานกว่า 1,500 คน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;2.YIP IN TSOI &amp;amp; JACKS&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดูแลธุรกิจการเกษตร พลังงานทางเลือกเพื่อการเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นสายธุรกิจดั้งเดิมของกลุ่มที่ปรับโฉมเข้าสู่ยุคใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;3.SUSTAINABLE LIVING LIFESTYLE&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มองไปที่เรื่อง Probiotics การจัดงานแบบ Sustainable Event และไลฟ์สไตล์ของสังคมผู้สูงวัย ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว ซึ่งหนึ่งบริษัทลูกที่อยู่ในหมวดนี้ก็คือ Robinhood นั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณมรกตเปรียบเทียบให้ฟังง่าย ๆ ว่า เมื่อก่อนบริษัทไอทีในเครือยิบอินซอยเปรียบเหมือนลูกในครอบครัวที่อยู่กันคนละบ้าน การคุยกันเรื่องอัปเดตเทคโนโลยี หรือ Use Case ที่แต่ละบ้านดูแลแต่ละไซต์ แต่ละ Industry ก็แตกต่างกันไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่การที่ตอนนี้รวมมาอยู่ในบ้านเดียวกันในชื่อ YIPINTSOI NEXT การพูดคุย การ Sharing เทคโนโลยี ก็เกิดที่เดียวกันมากขึ้น ในขณะที่ Holding Company ยังเป็นแม่ที่คอยดูแลภาพรวมของลูกทุกคน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคขยายความว่า ประโยชน์ที่ได้จากการตั้ง YIPINTSOI NEXT ขึ้นมา คือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;Flexibility ในการ Move&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนทิศทางและการปฏิบัติงาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;DNA 'กล้าเปลี่ยน' คือเหตุผล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถ้าถามว่า ทำไมต้องสร้างยิบอินซอย เน็กซ์ ขึ้นมาตอนนี้ ? คุณมรกตให้คำตอบในการสัมภาษณ์ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;หลังจากการเดินทางตลอด 100 ปีที่ผ่านมา วันนี้ยิบอินซอยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจสมัยใหม่ โดยผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอีก 100 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเสริมว่า แก่นของสิ่งที่ YIPINTSOI NEXT อยากสื่อสารคือ บริษัทไม่ได้อยู่กับที่ พร้อมเดินไปข้างหน้าต่อ ทั้ง &lt;strong&gt;Next Level, Next Era และ Next Technology&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมไอทีต่อจากนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่อธิบายว่าทำไมการตัดสินใจครั้งนี้ถึงเป็นการต่อยอด DNA ของยิบอินซอยอย่างแท้จริง เหมือนที่ ในศตวรรษแรก ยิบอินซอย ขยับจากเหมืองแร่ สู่ปุ๋ย สู่เทคโนโลยี ในศตวรรษที่ 2 ยิบอินซอย ก็เลือกขยับจากบริษัทเทคโนโลยีในร่างเดิม สู่บริษัทเทคโนโลยีในร่างที่เร็วและคล่องตัวกว่า เพื่อเดินทันยุค AI ที่กำลังหมุนเร็วกว่าทุกคลื่นที่บริษัทเคยผ่านมา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทบาทใหม่ของ YIPINTSOI NEXT คือ Trusted Advisor&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.3800000000000001; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054867_yip-in-tsoi-next-1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเล่าให้ฟังว่า ในช่วงหลัง สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในวงการไอที คือพฤติกรรมของลูกค้าเอง ในระยะหลัง เซลส์ของยิบอินซอยพบปะกับ CIO และ CTO น้อยลง แต่ไปเจอ Line of Business มากขึ้น คุยกับ Marketing เยอะขึ้น คุยกับ CFO บ่อยขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์ที่ได้จากการคุยรอบใหม่นี้เปลี่ยนหน้าตาไปจากเดิม จากเดิมที่ลูกค้าจะส่งโจทย์มาเป็น &lt;strong&gt;Technology Requirement&lt;/strong&gt; ตรง ๆ เช่น 'เราอยากเปลี่ยน Core Banking' หรือ 'เราอยากอัปเกรด Infrastructure' ตอนนี้สิ่งที่ยิบอินซอยเจอบ่อยขึ้นกลายเป็น Business Requirement ที่ยังไม่ได้ถูกแกะออกมาเป็นภาษาเทคโนโลยี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือเหตุผลที่บริษัทไอทีในไทยต้องเปลี่ยนบทบาท คุณสุภัคบอกว่า YIPINTSOI NEXT จะไม่ใช่ System Integrator แบบเดิม ที่รับงานออกแบบและติดตั้งระบบไอทีหลายส่วนให้ทำงานร่วมกัน &amp;nbsp;เช่น เอา Hardware เจ้าหนึ่ง Software อีกเจ้า มาเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวให้ลูกค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แต่ YIPINTSOI NEXT จะขยับขึ้นไปเป็น Trusted Advisor&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่นั่งคุยกับลูกค้าตั้งแต่ตอนที่โจทย์ยังเป็นภาษาธุรกิจ ช่วยแกะให้กลายเป็นภาษาเทคโนโลยี แล้วส่งมอบทั้ง Solution และผลลัพธ์ทางธุรกิจไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054881_yip_in_tsoi_next.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เราจะไม่ผูกตัวเองอยู่ในเวนเดอร์เดียวเป็นหลัก&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;อีกหลักการสำคัญที่คุณสุภัคย้ำหลายครั้งคือ ความเป็นอิสระจาก Vendor&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน การผูกติดอยู่กับ Vendor เจ้าเดียวเป็นความเสี่ยงที่สูง บทบาทของ Trusted Advisor จึงต้องคู่กับการมีตัวเลือกหลากหลายให้ลูกค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคอธิบายว่า เมื่อก่อนการลงทุนเทคโนโลยีเปรียบเหมือนการทุ่มงบก้อนโตไปกับระบบ Mainframe ที่จ่ายทีเป็นพันล้าน ต่างจากปัจจุบันที่มีทางเลือกทั้งราคาถูกและแพง ทว่าความท้าทายคือเทคโนโลยีหมุนไวขึ้นมาก การตัดสินใจลงทุนในวันนี้จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่าง &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ความคุ้มค่า&amp;rsquo; &amp;lsquo;ความมั่นใจ&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ความรวดเร็ว&amp;rsquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นคือเหตุผลที่ Trusted Advisor ที่ดี ต้องช่วยลูกค้าตัดสินใจในจังหวะที่เหมาะสม ไม่เร็วเกินไปจนเสี่ยง ไม่ช้าเกินไปจนตกเทรนด์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;6 สิ่งที่ YIPINTSOI NEXT มอบให้ธุรกิจ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054893_yip_in_tsoi_next-1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;YIPINTSOI NEXT เกิดจากการรวมศักยภาพของ 6 ขอบเขตธุรกิจเทคโนโลยี ได้แก่ &lt;strong&gt;Cloud Infrastructure, AI Solutions, Cybersecurity, Data and Analytics, Managed Services และ Enterprise Solutions&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อรองรับองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในยุคที่บริษัทเรียกว่า &lt;strong&gt;Trusted Digital Era&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งคุณสุภัค และคุณมรกตได้ยกตัวอย่างของแต่ละ Use Cases ให้เห็นภาพมากขึ้นดังนี้&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;AI Transformation ที่สร้างอิมแพคจริง&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;ในมุมของ YIPINTSOI NEXT การทำ AI ที่สร้างความแตกต่างจริง ๆ ไม่ใช่แค่ Chatbot ตอบคำถาม HR แต่ต้องเป็น AI ที่ใช้กับ Core Business ของลูกค้าได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคยกตัวอย่างบริษัทประกันที่นำ AI ไปใช้กับ Underwriting หรือ Claim ได้ดี นั่นคือ Transformation จริง ๆ เพราะสร้างอิมแพคต่อธุรกิจ ซึ่งหน้าที่ของ YIPINTSOI NEXT คือ &lt;strong&gt;ช่วยลูกค้าหา Use Case ที่ทำให้ AI กลายเป็น Real Transformation ได้จริง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;Cybersecurity และ Resilience รวมถึงคลื่นใหม่ชื่อ PQC&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;ความหมายของ Cybersecurity ไม่ใช่แค่ป้องกันภัยปัจจุบัน แต่ YIPINTSOI NEXT กำลังเตรียมตัวสำหรับคลื่นใหม่ที่หลายคนยังไม่ได้พูดถึง คือ &lt;strong&gt;Post-Quantum Cryptography (PQC)&lt;/strong&gt; หรือการเตรียมระบบเข้ารหัสให้พร้อมรับยุคที่ Quantum Computer สามารถถอดรหัสปัจจุบันได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดง่าย ๆ ระบบเข้ารหัสที่ธนาคารและองค์กรใหญ่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการเดารหัส แต่ถ้า Quantum Computer พัฒนาเสร็จ การเดารหัสเหล่านี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง PQC คือ Cryptography ยุคใหม่ที่ออกแบบมาให้ทนต่อพลังของ Quantum Computer&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคบอกว่า ตอนนี้เทรนด์ของ PQC เริ่มมีการตื่นตัวในหลาย ๆ องค์กรในไทยแล้ว และยิบอินซอย เน็กซ์เองก็มีความพร้อมเรื่องนี้เช่นกัน สิ่งที่ YIPINTSOI NEXT ทำคือสร้าง Awareness ให้กับลูกค้า สื่อสารอย่างเข้าใจเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว เพราะการเปลี่ยน Cryptography ในระบบ Enterprise ไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในวันสองวัน&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;Cloud Cost Optimization&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันองค์กรใหญ่ที่ใช้งาน Cloud มาระดับหนึ่ง มักพบโจทย์ท้าทายเรื่องงบครองชีพบนระบบคลาวด์ที่สูงเกินคาดการณ์ ทำให้ปีนี้แทบทุกองค์กรมีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านไอที ซึ่งการประหยัดงบได้แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในองค์กรขนาดใหญ่ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;YIPINTSOI NEXT จึงเข้ามาช่วยทำ &lt;strong&gt;'Optimize As is'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้งานจริง ดูกระบวนการทำงาน ว่าส่วนไหนควรอยู่บน Cloud ต่อ หรือส่วนไหนควรจัดการในรูปแบบ On-premises เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจาก Optimize As Is แล้ว บริษัทยังประเมินว่า Workload ไหนเหมาะกับ Cloud และ Workload ไหนควรดึงกลับมา On-premises ซึ่งแปลว่าระบบที่ติดตั้งและรันบนเซิร์ฟเวอร์ภายในของลูกค้าเอง ไม่ได้เช่าใช้บน Cloud ของผู้ให้บริการภายนอก งานบางประเภทที่รันสม่ำเสมอตลอดเวลา ทำที่ On-premises อาจถูกกว่าและเสถียรกว่า ในขณะที่งานที่มีปริมาณขึ้นลงรวดเร็วเหมาะกับ Cloud มากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าแนวทางนี้อาจทำให้รายได้ฝั่ง Cloud ของบริษัทลดลงไปบ้าง และยิบอินซอยเองก็เป็นพันธมิตรที่เติบโตร่วมกับ Cloud Provider รายใหญ่มานาน แต่เลือกที่จะยึดความต้องการและประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ซึ่งนี่คือ DNA ของยิบอินซอย ในการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลูกค้าไว้วางใจได้เสมอในทุกสถานการณ์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนยิบอินซอย อีกหนึ่งเคล็ดลับความสำเร็จที่ไม่เปลี่ยน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้จะเป็นบริษัทเก่าแก่เกือบ 100 ปี แต่ยิบอินซอยกลับเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเล่าว่า เคล็ดลับการดึงดูดคนเก่งของยิบอินซอยคือการนำเสนองานที่ท้าทาย หลากหลาย และเปิดโอกาสให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ พนักงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ทำงานกับลูกค้าหลายอุตสาหกรรม ทั้งธนาคาร ค้าปลีก น้ำมันและก๊าซ พลังงาน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความรู้และทักษะรอบด้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งจุดเด่นที่คุณสุภัคพูดถึง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ความอิสระ&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; Yip In Tsoi Next ไม่ได้ผูกตัวเองอยู่กับ Vendor เพียงเจ้าเดียว มีลูกค้าจากหลากหลายองค์กร ดังนั้นเด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานจะได้ Explore หลายอุตสาหกรรมและหลายเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้พนักงานได้เรียนรู้ทักษะ และเนื้องานใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งโจทย์ที่คุณสุภัคพูดถึงคือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;การเปลี่ยนคน Technical ให้ขยับขึ้นเป็น Business Advisor&lt;/strong&gt; ในยุคที่ลูกค้าต้องการความเข้าใจในธุรกิจมากกว่าความเข้าใจในเทคนิคล้วน ๆ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทกำลัง Re-skill ทีมพรีเซลส์ให้ไปเรียนเรื่อง Regulatory ของแบงก์ เรียนรู้บริบทธุรกิจของลูกค้าให้ลึกขึ้น เพื่อให้ทีมงานเข้าใจในธุรกิจของลูกค้ามากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิบอินซอยเชื่อว่าการเปิดโอกาสให้พนักงานได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และทำงานร่วมกับลูกค้าที่หลากหลาย คือ 'กำไรชีวิต' ที่หาไม่ได้จากที่ไหน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ก้าวต่อสู่ Next Hundred Years&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780054931_yip-in-tsoi-4.webp" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามถึง Vision ของยิบอินซอยในศตวรรษต่อไป คุณมรกตให้คำตอบว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ในอีก 100 ปีข้างหน้า ยิบอินซอยจะยังคงเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ยึด Core Value เดิม เป็นพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้ของลูกค้า เป็นบริษัทที่ปรับตัวเข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคย้ำว่า สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือปรัชญาที่ส่งต่อกันมา การเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลูกค้าไว้วางใจ ไม่ทิ้งงานกลางคัน มีความรับผิดชอบ และเชื่อใจได้&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การที่ยิบอินซอย อยู่มา 100 ปีแล้ว เราถูกมองว่าเราเป็น Trusted Valuable Technology Partner มันสามารถที่จะให้ความไว้ใจกับเราได้ ระบบที่ยิบอินซอยทำแล้ว เขาไม่ได้ปิดบริษัทหนีไปไหน ยังไงก็ยังดูแลคุณ&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ในวันที่เทคโนโลยีหมุนเร็วจนหลายคนตกขบวน ในวันที่ Trust กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หายากในวงการไอที ยิบอินซอย เลือกที่จะใช้สินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของตัวเอง คือ 100 ปีของความน่าเชื่อถือ มาเป็นจุดตั้งต้นของบทใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายหลักของ YIPINTSOI NEXT ตอนนี้ คือการพิสูจน์ว่าบริษัทใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น สามารถส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้ดีขึ้น คล่องตัวขึ้น และเตรียมพร้อมรับคลื่นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น AI, Post-Quantum หรือเทคโนโลยีอะไรที่ยังไม่มีชื่อในวันนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณสุภัคเคยให้สัมภาษณ์กับ Techsauce เอาไว้ว่า สิ่งที่บริษัทอยากให้ลูกค้าได้รับมากที่สุดคือคำว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'Peace of Mind'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ เราต้องทำให้ลูกค้ามี Peace of Mind หมายความว่า ทำธุรกิจกับเราแล้วชีวิตลูกค้าต้องดีขึ้น กลับบ้านแล้วนอนหลับได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;และในวันนี้ Peace of Mind ก็ยังเป็นเข็มทิศของ YIPINTSOI NEXT ที่ส่งต่อมาจากบริษัทแม่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากทศวรรษที่ผ่านมาคือบทแรกที่กำลังจะผ่านไป ยิบอินซอย กำลังเปิดบทใหม่อีกครั้ง ด้วย DNA เดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่มิสเตอร์ ยิบอินซอย คือคำว่า 'กล้าเปลี่ยน'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ติดต่อ บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;Phone: &lt;strong&gt;02 353 8600&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;E-mail: &lt;strong&gt;info@yipintsoinext.com&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;งานเปิดบ้าน YIPINTSOI NEXT OPEN HOUSE 2026: THE NEXT NEW THING&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สัมภาษณ์พิเศษ คุณมรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด และคุณสุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด จากงาน YIPINTSOI NEXT OPEN HOUSE 2026: THE NEXT NEW THING&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บทสัมภาษณ์ Techsauce ปี 2024: &amp;quot;ยิบอินซอย ทำอย่างไรถึงเป็นบริษัทไอทีที่อยู่มาเกือบ 100 ปี กับเป้าหมายใหม่โตต่อเนื่องไปอีกศตวรรษ&amp;quot;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;บทความนี้เป็น Advertorial&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-03T17:42:36+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/ai-detects-anemia-through-eyes</id>
    <title>นักวิจัยพัฒนา AI ตรวจโลหิตจางผ่าน 'ดวงตา' ไม่ต้องใช้เข็มเจาะเลือด ตอนนี้อยู่ระหว่างการทดสอบ</title>
    <updated>2026-06-03T01:57:33+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="AI ตรวจโลหิตจาง" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780480574_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%289%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจภาวะโลหิตจางแบบไม่ต้องใช้เข็ม โดยใช้การถ่ายวิดีโอบริเวณตาขาวร่วมกับ AI เพื่อประเมินระดับเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินในร่างกาย แนวทางนี้ยังไม่สามารถแทนการตรวจเลือดมาตรฐานได้ แต่กำลังถูกมองว่าอาจใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ใช้กล้องถ่ายบริเวณตาขาวแล้วให้ AI ช่วยวิเคราะห์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิธีการนี้เริ่มจากใช้กล้องจุลทรรศน์ถ่ายบริเวณตาขาวประมาณ 10 วินาที จากนั้นระบบจะลบสิ่งรบกวน เช่น การกะพริบตา การขยับดวงตา และแสงที่เปลี่ยนไปออก เพื่อให้ AI วิเคราะห์การไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดบริเวณตาขาวได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้น AI จะวิเคราะห์ลักษณะการไหลเวียนของเลือด เพื่อประเมินระดับฮีโมโกลบินและจำนวนเม็ดเลือดแดง โดยระบบถูกเทรนมาด้วยข้อมูลภาพหลอดเลือดควบคู่ไปกับผลตรวจเลือดจริงจากห้องแล็บ และที่นักวิจัยเลือกดูจากตาขาว เพราะบริเวณนี้มีเม็ดสีน้อยกว่าผิวหนัง ทำให้ลดปัญหาความคลาดเคลื่อนจากสีผิว ที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องตรวจแบบไม่เจาะเลือดบางชนิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เทคโนโลยียังอยู่ในช่วงทดสอบ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยได้ทดสอบระบบนี้กับกลุ่มตัวอย่าง 224 คน (ซึ่งมีทั้งผู้ป่วยมะเร็งที่มีความผิดปกติทางระบบเลือดและคนที่สุขภาพแข็งแรง) ที่ศูนย์การแพทย์ Sheba ในอิสราเอลและเมื่อนำผลที่ได้ไปเทียบกับการเจาะเลือดแบบมาตรฐาน พบว่าระบบ AI สามารถระบุผู้ที่มีภาวะฮีโมโกลบินต่ำได้แม่นยำราว 83% ถึงแม้ตัวเลขนี้จะดูน่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความแม่นยำระดับนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการนำมาใช้งานจริง ซึ่งหากเทียบกับอุปกรณ์ Pronto-7 หรือเครื่องตรวจวัดระบบฮีโมโกลบินที่ผ่าน อย. สหรัฐฯ &amp;nbsp;ซึ่งทำตัวเลขได้ดีกว่าเล็กน้อยประมาณ 80-88% ในผู้ชาย และ 84-87% ในผู้หญิง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในทางปฏิบัติเทคโนโลยีตัวนี้จึงน่าจะเหมาะกับการใช้เป็น &amp;lsquo;เครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น&amp;rsquo; มากกว่าที่จะเอาไปใช้ตัดสินใจเรื่องการรักษาแบบจริงจัง อย่างเช่น การคำนวณขนาดยาหรือการให้เลือด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ช่วยติดตามอาการผู้ป่วยได้สะดวกขึ้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิจัยมองว่า เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้การติดตามอาการผู้ป่วยที่ต้องตรวจเลือดบ่อย ๆ ทำได้สะดวกขึ้น เช่น ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยมะเร็ง เด็ก หรือการติดตามอาการที่บ้าน เพราะอาจช่วยลดการเจาะเลือดซ้ำ ๆ ได้ ซึ่งระบบนี้ใช้แค่ภาพด้านหน้าของดวงตา ไม่ใช่จอประสาทตาด้านหลัง เลยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากล้องตรวจเฉพาะทางราคาแพงและในอนาคตมีแนวโน้มที่อาจพัฒนาให้ใช้แค่สมาร์ตโฟนตรวจได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เทคโนโลยียังมีข้อจำกัดหลายด้าน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้เทคโนโลยีนี้จะดูน่าสนใจ แต่นักวิจัยก็ยังมีแผนที่จะทดสอบเพิ่มเติมกับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่และหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เพื่อยืนยันผลลัพธ์ให้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดบางประการ เช่น อาการตาแดง โรคตาแห้ง หรือแม้แต่การใช้ยาหยอดตาบางชนิด ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในตาขาวและทำให้ผลการอ่านค่าคลาดเคลื่อนได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนในแง่ของการนำไปใช้งานจริง การถ่ายภาพให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำจำเป็นต้องอาศัยการจัดตำแหน่งผู้ป่วยและปรับโฟกัสกล้องให้ชัดเจน ซึ่งความละเอียดอ่อนตรงนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแพทย์หรือพยาบาลทั่วไปที่จะทำได้อย่างชำนาญและอาจกลายเป็นข้อจำกัดในการนำระบบนี้ไปใช้งานจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง:&amp;nbsp;&lt;a class="fr-strong" href="https://www.livescience.com/health/heart-circulation/a-new-test-could-flag-people-at-risk-for-anemia-by-filming-their-eyeballs-no-needles-required" target="_blank"&gt;livescience&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/ai-detects-anemia-through-eyes"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="AI ตรวจโลหิตจาง" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780480574_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%289%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจภาวะโลหิตจางแบบไม่ต้องใช้เข็ม โดยใช้การถ่ายวิดีโอบริเวณตาขาวร่วมกับ AI เพื่อประเมินระดับเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินในร่างกาย แนวทางนี้ยังไม่สามารถแทนการตรวจเลือดมาตรฐานได้ แต่กำลังถูกมองว่าอาจใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ใช้กล้องถ่ายบริเวณตาขาวแล้วให้ AI ช่วยวิเคราะห์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิธีการนี้เริ่มจากใช้กล้องจุลทรรศน์ถ่ายบริเวณตาขาวประมาณ 10 วินาที จากนั้นระบบจะลบสิ่งรบกวน เช่น การกะพริบตา การขยับดวงตา และแสงที่เปลี่ยนไปออก เพื่อให้ AI วิเคราะห์การไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดบริเวณตาขาวได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้น AI จะวิเคราะห์ลักษณะการไหลเวียนของเลือด เพื่อประเมินระดับฮีโมโกลบินและจำนวนเม็ดเลือดแดง โดยระบบถูกเทรนมาด้วยข้อมูลภาพหลอดเลือดควบคู่ไปกับผลตรวจเลือดจริงจากห้องแล็บ และที่นักวิจัยเลือกดูจากตาขาว เพราะบริเวณนี้มีเม็ดสีน้อยกว่าผิวหนัง ทำให้ลดปัญหาความคลาดเคลื่อนจากสีผิว ที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องตรวจแบบไม่เจาะเลือดบางชนิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เทคโนโลยียังอยู่ในช่วงทดสอบ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยได้ทดสอบระบบนี้กับกลุ่มตัวอย่าง 224 คน (ซึ่งมีทั้งผู้ป่วยมะเร็งที่มีความผิดปกติทางระบบเลือดและคนที่สุขภาพแข็งแรง) ที่ศูนย์การแพทย์ Sheba ในอิสราเอลและเมื่อนำผลที่ได้ไปเทียบกับการเจาะเลือดแบบมาตรฐาน พบว่าระบบ AI สามารถระบุผู้ที่มีภาวะฮีโมโกลบินต่ำได้แม่นยำราว 83% ถึงแม้ตัวเลขนี้จะดูน่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความแม่นยำระดับนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการนำมาใช้งานจริง ซึ่งหากเทียบกับอุปกรณ์ Pronto-7 หรือเครื่องตรวจวัดระบบฮีโมโกลบินที่ผ่าน อย. สหรัฐฯ &amp;nbsp;ซึ่งทำตัวเลขได้ดีกว่าเล็กน้อยประมาณ 80-88% ในผู้ชาย และ 84-87% ในผู้หญิง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในทางปฏิบัติเทคโนโลยีตัวนี้จึงน่าจะเหมาะกับการใช้เป็น &amp;lsquo;เครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น&amp;rsquo; มากกว่าที่จะเอาไปใช้ตัดสินใจเรื่องการรักษาแบบจริงจัง อย่างเช่น การคำนวณขนาดยาหรือการให้เลือด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ช่วยติดตามอาการผู้ป่วยได้สะดวกขึ้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิจัยมองว่า เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้การติดตามอาการผู้ป่วยที่ต้องตรวจเลือดบ่อย ๆ ทำได้สะดวกขึ้น เช่น ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยมะเร็ง เด็ก หรือการติดตามอาการที่บ้าน เพราะอาจช่วยลดการเจาะเลือดซ้ำ ๆ ได้ ซึ่งระบบนี้ใช้แค่ภาพด้านหน้าของดวงตา ไม่ใช่จอประสาทตาด้านหลัง เลยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากล้องตรวจเฉพาะทางราคาแพงและในอนาคตมีแนวโน้มที่อาจพัฒนาให้ใช้แค่สมาร์ตโฟนตรวจได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เทคโนโลยียังมีข้อจำกัดหลายด้าน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้เทคโนโลยีนี้จะดูน่าสนใจ แต่นักวิจัยก็ยังมีแผนที่จะทดสอบเพิ่มเติมกับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่และหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เพื่อยืนยันผลลัพธ์ให้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดบางประการ เช่น อาการตาแดง โรคตาแห้ง หรือแม้แต่การใช้ยาหยอดตาบางชนิด ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในตาขาวและทำให้ผลการอ่านค่าคลาดเคลื่อนได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนในแง่ของการนำไปใช้งานจริง การถ่ายภาพให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำจำเป็นต้องอาศัยการจัดตำแหน่งผู้ป่วยและปรับโฟกัสกล้องให้ชัดเจน ซึ่งความละเอียดอ่อนตรงนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแพทย์หรือพยาบาลทั่วไปที่จะทำได้อย่างชำนาญและอาจกลายเป็นข้อจำกัดในการนำระบบนี้ไปใช้งานจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง:&amp;nbsp;&lt;a class="fr-strong" href="https://www.livescience.com/health/heart-circulation/a-new-test-could-flag-people-at-risk-for-anemia-by-filming-their-eyeballs-no-needles-required" target="_blank"&gt;livescience&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-03T01:57:33+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/cic-innovation-ecosystem</id>
    <title>รู้จัก CIC องค์กรที่สร้างระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจและนวัตกรรมเข้าด้วยกัน</title>
    <updated>2026-06-02T10:40:13+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780425255_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%288%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;CIC หรือ Cambridge Innovation Center เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดยมีเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่สตาร์ทอัพ บริษัทที่กำลังเติบโต องค์กรขนาดใหญ่ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยพันธกิจของ CIC คือการนำนวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาความท้าทายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทำงานและพัฒนาธุรกิจร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน CIC ดูแลพื้นที่รวมกว่า 1.5 ล้านตารางฟุต ครอบคลุมทั้งพื้นที่สำนักงาน ห้อง Lab และพื้นที่จัดกิจกรรม โดยมีสาขากระจายอยู่ทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ระบบนิเวศที่ CIC พัฒนาขึ้นมีอะไรบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกจากการให้บริการพื้นที่ทำงานแล้ว CIC ยังทำหน้าที่เป็นเขตนวัตกรรม หรือ Innovation District ที่รวบรวมธุรกิจ สถาบันและผู้คนในแวดวงนวัตกรรมเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยมีบริการและโปรแกรมสนับสนุนที่น่าสนใจดังนี้:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Lab Space:&lt;/strong&gt; ห้องปฏิบัติการเชิงพาณิชย์แบบ Wet Lab ที่มีอุปกรณ์ครบพร้อมใช้งาน รองรับทีมวิจัยและ R&amp;amp;D ด้านวิทยาศาสตร์ในทุกขนาด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Captains of Innovation:&lt;/strong&gt; บริการให้คำปรึกษาสำหรับนักพัฒนาเขตนวัตกรรม ผู้นำองค์กร และทีมงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์และโครงการด้านนวัตกรรม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;CIC Institute:&lt;/strong&gt; แหล่งรวมองค์ความรู้และบทเรียนจากประสบการณ์ของ CIC ที่ถูกนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหาและเครื่องมือ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโต&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Venture Caf&amp;eacute;:&lt;/strong&gt; เครือข่ายที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน โดยมีกิจกรรมที่คนในวงการรู้จักกันดีคือ Thursday Gathering&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Japan Desk:&lt;/strong&gt; โครงการที่ช่วยเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมระหว่างบอสตันและประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและการทำงานร่วมกันของสองภูมิภาค&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;International Soft Landing:&lt;/strong&gt; บริการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อให้การเจาะตลาดใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ง่ายและราบรื่นขึ้น&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;หัวใจที่ดึงดูดธุรกิจกว่า 10,000 แห่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลจาก CIC ระบุว่านับตั้งแต่ก่อตั้งมามีบริษัทและองค์กรมากกว่า 10,000 แห่งเลือกใช้ CIC เป็นฐานในการดำเนินงาน แนวคิดสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จคือการนำผู้คนจากหลากหลายสาขามาอยู่รวมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;CIC เชื่อว่าเมื่อคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ เครือข่ายและไอเดียใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการดูแลเครือข่ายศูนย์นวัตกรรม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในผู้บริหารหลักคือ Michelle Ottey, PhD ซึ่งดำรงตำแหน่ง President, CIC Campuses and Labs&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร. มิเชลล์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และชีววิทยาเซลล์ที่มีประสบการณ์แน่นหนาทั้งในการบริหารจัดการห้องแล็บและองค์กรธุรกิจ ปัจจุบันเธอรับหน้าที่ดูแลเครือข่ายศูนย์นวัตกรรมและห้องปฏิบัติการของ CIC ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชีย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทบาทสำคัญของเธอคือการวางกลยุทธ์เพื่อพัฒนาพื้นที่ทำงานและห้องแล็บให้มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อเป็นฐานสนับสนุนให้สตาร์ทอัพและองค์กรต่างๆ สามารถนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธุรกิจและนวัตกรรมมาผสมผสานกันเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;สำหรับผู้ที่อยากฟังมุมมองของ Michelle Ottey แบบใกล้ชิดสามารถพบกับตัวจริงได้ภายในงาน Techsauce Global Summit 2026&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li style="color: rgb(74, 74, 74); font-size: 18px;"&gt;วันที่: 26 - 28 สิงหาคม 2026&lt;/li&gt;&lt;li style="color: rgb(74, 74, 74); font-size: 18px;"&gt;สถานที่: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) Hall 3-4&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์เทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซื้อบัตรได้ที่: &lt;a class="fr-strong" href="https://bit.ly/4dwmh4s" target="_blank"&gt;https://bit.ly/4dwmh4s&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://cic.com/about/" target="_blank"&gt;cic&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/cic-innovation-ecosystem"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780425255_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%288%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;CIC หรือ Cambridge Innovation Center เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดยมีเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่สตาร์ทอัพ บริษัทที่กำลังเติบโต องค์กรขนาดใหญ่ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยพันธกิจของ CIC คือการนำนวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาความท้าทายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทำงานและพัฒนาธุรกิจร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน CIC ดูแลพื้นที่รวมกว่า 1.5 ล้านตารางฟุต ครอบคลุมทั้งพื้นที่สำนักงาน ห้อง Lab และพื้นที่จัดกิจกรรม โดยมีสาขากระจายอยู่ทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ระบบนิเวศที่ CIC พัฒนาขึ้นมีอะไรบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกจากการให้บริการพื้นที่ทำงานแล้ว CIC ยังทำหน้าที่เป็นเขตนวัตกรรม หรือ Innovation District ที่รวบรวมธุรกิจ สถาบันและผู้คนในแวดวงนวัตกรรมเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยมีบริการและโปรแกรมสนับสนุนที่น่าสนใจดังนี้:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Lab Space:&lt;/strong&gt; ห้องปฏิบัติการเชิงพาณิชย์แบบ Wet Lab ที่มีอุปกรณ์ครบพร้อมใช้งาน รองรับทีมวิจัยและ R&amp;amp;D ด้านวิทยาศาสตร์ในทุกขนาด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Captains of Innovation:&lt;/strong&gt; บริการให้คำปรึกษาสำหรับนักพัฒนาเขตนวัตกรรม ผู้นำองค์กร และทีมงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์และโครงการด้านนวัตกรรม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;CIC Institute:&lt;/strong&gt; แหล่งรวมองค์ความรู้และบทเรียนจากประสบการณ์ของ CIC ที่ถูกนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหาและเครื่องมือ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโต&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Venture Caf&amp;eacute;:&lt;/strong&gt; เครือข่ายที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน โดยมีกิจกรรมที่คนในวงการรู้จักกันดีคือ Thursday Gathering&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Japan Desk:&lt;/strong&gt; โครงการที่ช่วยเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมระหว่างบอสตันและประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและการทำงานร่วมกันของสองภูมิภาค&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;International Soft Landing:&lt;/strong&gt; บริการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อให้การเจาะตลาดใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ง่ายและราบรื่นขึ้น&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;หัวใจที่ดึงดูดธุรกิจกว่า 10,000 แห่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลจาก CIC ระบุว่านับตั้งแต่ก่อตั้งมามีบริษัทและองค์กรมากกว่า 10,000 แห่งเลือกใช้ CIC เป็นฐานในการดำเนินงาน แนวคิดสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จคือการนำผู้คนจากหลากหลายสาขามาอยู่รวมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;CIC เชื่อว่าเมื่อคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ เครือข่ายและไอเดียใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผู้อยู่เบื้องหลังการดูแลเครือข่ายศูนย์นวัตกรรม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในผู้บริหารหลักคือ Michelle Ottey, PhD ซึ่งดำรงตำแหน่ง President, CIC Campuses and Labs&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร. มิเชลล์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และชีววิทยาเซลล์ที่มีประสบการณ์แน่นหนาทั้งในการบริหารจัดการห้องแล็บและองค์กรธุรกิจ ปัจจุบันเธอรับหน้าที่ดูแลเครือข่ายศูนย์นวัตกรรมและห้องปฏิบัติการของ CIC ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชีย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทบาทสำคัญของเธอคือการวางกลยุทธ์เพื่อพัฒนาพื้นที่ทำงานและห้องแล็บให้มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อเป็นฐานสนับสนุนให้สตาร์ทอัพและองค์กรต่างๆ สามารถนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธุรกิจและนวัตกรรมมาผสมผสานกันเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;สำหรับผู้ที่อยากฟังมุมมองของ Michelle Ottey แบบใกล้ชิดสามารถพบกับตัวจริงได้ภายในงาน Techsauce Global Summit 2026&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li style="color: rgb(74, 74, 74); font-size: 18px;"&gt;วันที่: 26 - 28 สิงหาคม 2026&lt;/li&gt;&lt;li style="color: rgb(74, 74, 74); font-size: 18px;"&gt;สถานที่: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) Hall 3-4&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์เทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซื้อบัตรได้ที่: &lt;a class="fr-strong" href="https://bit.ly/4dwmh4s" target="_blank"&gt;https://bit.ly/4dwmh4s&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://cic.com/about/" target="_blank"&gt;cic&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-02T10:40:13+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/deal-digest/arincare-series-b-plus-healthtech-thailand</id>
    <title>Arincare ปิดการระดมทุน รอบ Series B+ เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพไทยด้วยเทคโนโลยี</title>
    <updated>2026-06-02T02:21:05+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780393577_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%286%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;&lt;strong&gt;การลงทุนเชิงกลยุทธ์จากนักลงทุนไทยและไต้หวัน ตอกย้ำสถานะของ Arincare ในฐานะแพลตฟอร์มระบบนิเวศร้านขายยาชั้นนำของประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการ HealthTech ไทย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Arincare แพลตฟอร์มบริหารจัดการร้านขายยาและระบบนิเวศด้านสุขภาพชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series B+ นำโดย Taiwania Hive Ventures ร่วมด้วยกลุ่มนักลงทุนจากไต้หวัน ได้แก่ Cathay Ventures และ MyTrex Health Technologies รวมถึงนักลงทุนจากประเทศไทย ได้แก่ InnoSpace Thailand และ SSN&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Arincare และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่อระบบนิเวศนวัตกรรมและอุตสาหกรรม HealthTech ของประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Arincare ก่อตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการยกระดับร้านขายยาผ่านเทคโนโลยีและข้อมูล ปัจจุบันบริษัทได้เติบโตสู่การเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการร้านขายยาและระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีร้านขายยาผู้ใช้งานระบบบริหารร้านมากกว่า 6,000 แห่ง และรองรับเภสัชกรมากกว่า 12,000 คนทั่วประเทศในแต่ละวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา Arincare ได้สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในอุตสาหกรรมยาและสุขภาพของประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตยา ผู้จัดจำหน่าย แบรนด์ด้านสุขภาพ และร้านขายยาทั่วประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและบริการสุขภาพแบบครบวงจร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เงินทุนจากการระดมทุนรอบนี้จะถูกนำไปใช้ในการเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ขยายขีดความสามารถของระบบนิเวศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Analytics เพิ่มศักยภาพในการรองรับการเติบโตของธุรกิจ และเร่งสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณธีระ กนกกาญจนรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Arincare กล่าวว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา Arincare ได้เติบโตมากกว่าการเป็นเพียงแพลตฟอร์มเทคโนโลยี แต่เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของร้านขายยาและเภสัชกรหลายพันแห่งทั่วประเทศไทยในทุกวัน การสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมสุขภาพต้องอาศัยเวลา และเราภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้เล่นในอุตสาหกรรมผ่านการดำเนินงานที่มีมาตรฐาน ความร่วมมือระยะยาว และการเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เรามองเห็นโอกาสอีกมากในอนาคต เมื่อระบบสุขภาพกำลังเปลี่ยนผ่าน เทคโนโลยี ข้อมูล และความร่วมมือภายในระบบนิเวศ จะมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงและการให้บริการสุขภาพ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เพื่อร่วมกันสร้างผลกระทบเชิงบวกและเติบโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;การเข้ามาร่วมลงทุนของกลุ่มนักลงทุนเชิงกลยุทธ์จากไต้หวัน ยังเปิดโอกาสสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านเทคโนโลยีสุขภาพ นวัตกรรมด้านเภสัชกรรม บริการสุขภาพ และการพัฒนาระบบนิเวศระดับภูมิภาค โดยไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีการแพทย์ นวัตกรรมเภสัชกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ ซึ่งมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Arincare&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การลงทุนครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของระบบนิเวศ Startup ไทย นอกเหนือจากการสนับสนุนการเติบโตระยะต่อไปของ Arincare ดีลดังกล่าวยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อผู้ก่อตั้ง นวัตกรรม และศักยภาพระยะยาวของประเทศไทยในอุตสาหกรรมสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ การเข้ามาร่วมลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในรอบนี้ ยังถือเป็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยีของไทย และสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในระบบนิเวศนวัตกรรมระดับภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มพันธมิตรและนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในรอบก่อนหน้า ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG), Max Ventures ภายใต้เครือ PTG และ Nexter Ventures บริษัทลงทุนภายใต้ SCG ทำให้ Arincare ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในบริษัท HealthTech ชั้นนำของประเทศไทย และเป็นแพลตฟอร์มระยะยาวที่ได้รับความไว้วางใจจากอุตสาหกรรมสุขภาพไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในระยะต่อไป Arincare ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี ขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพ และสร้างคุณค่าระยะยาวอย่างยั่งยืนให้กับระบบนิเวศสุขภาพของประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ Hsin-fu Huang, Managing Partner จาก Taiwania Hive Ventures กล่าวว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การลงทุนใน Arincare สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดการลงทุนของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเห็นศักยภาพอย่างมากในการนำเทคโนโลยีด้านข้อมูลและ AI เข้าไปยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างธุรกิจร้านขายยา ซึ่งยังเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้การลงทุนครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ คือความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ระหว่างพันธมิตรจากไต้หวันและประเทศไทย เราเชื่อว่าความร่วมมือและ Synergy ที่เกิดขึ้นจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตระยะต่อไปของ Arincare&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;คุณนฤศันส์ ธันวารชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน InnoSpace Thailand กล่าวว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;InnoSpace Thailand มีความยินดีที่ได้สนับสนุน Arincare ในฐานะบริษัท HealthTech ไทยที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Digital Transformation ให้กับร้านขายยาชุมชน ร้านขายยาเป็นหนึ่งในจุดเข้าถึงบริการสุขภาพที่สำคัญที่สุดของคนไทย และแพลตฟอร์มของ Arincare มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงและเข้าถึงบริการสุขภาพในวงกว้าง&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การลงทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุน Startup ไทยที่มีเทคโนโลยีแข็งแกร่ง สร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจริง และมีศักยภาพในการเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากล&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/deal-digest/arincare-series-b-plus-healthtech-thailand"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780393577_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%286%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;&lt;strong&gt;การลงทุนเชิงกลยุทธ์จากนักลงทุนไทยและไต้หวัน ตอกย้ำสถานะของ Arincare ในฐานะแพลตฟอร์มระบบนิเวศร้านขายยาชั้นนำของประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการ HealthTech ไทย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Arincare แพลตฟอร์มบริหารจัดการร้านขายยาและระบบนิเวศด้านสุขภาพชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series B+ นำโดย Taiwania Hive Ventures ร่วมด้วยกลุ่มนักลงทุนจากไต้หวัน ได้แก่ Cathay Ventures และ MyTrex Health Technologies รวมถึงนักลงทุนจากประเทศไทย ได้แก่ InnoSpace Thailand และ SSN&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Arincare และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่อระบบนิเวศนวัตกรรมและอุตสาหกรรม HealthTech ของประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Arincare ก่อตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการยกระดับร้านขายยาผ่านเทคโนโลยีและข้อมูล ปัจจุบันบริษัทได้เติบโตสู่การเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการร้านขายยาและระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีร้านขายยาผู้ใช้งานระบบบริหารร้านมากกว่า 6,000 แห่ง และรองรับเภสัชกรมากกว่า 12,000 คนทั่วประเทศในแต่ละวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา Arincare ได้สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในอุตสาหกรรมยาและสุขภาพของประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตยา ผู้จัดจำหน่าย แบรนด์ด้านสุขภาพ และร้านขายยาทั่วประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและบริการสุขภาพแบบครบวงจร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เงินทุนจากการระดมทุนรอบนี้จะถูกนำไปใช้ในการเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ขยายขีดความสามารถของระบบนิเวศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Analytics เพิ่มศักยภาพในการรองรับการเติบโตของธุรกิจ และเร่งสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณธีระ กนกกาญจนรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Arincare กล่าวว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา Arincare ได้เติบโตมากกว่าการเป็นเพียงแพลตฟอร์มเทคโนโลยี แต่เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของร้านขายยาและเภสัชกรหลายพันแห่งทั่วประเทศไทยในทุกวัน การสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมสุขภาพต้องอาศัยเวลา และเราภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้เล่นในอุตสาหกรรมผ่านการดำเนินงานที่มีมาตรฐาน ความร่วมมือระยะยาว และการเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เรามองเห็นโอกาสอีกมากในอนาคต เมื่อระบบสุขภาพกำลังเปลี่ยนผ่าน เทคโนโลยี ข้อมูล และความร่วมมือภายในระบบนิเวศ จะมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงและการให้บริการสุขภาพ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เพื่อร่วมกันสร้างผลกระทบเชิงบวกและเติบโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;การเข้ามาร่วมลงทุนของกลุ่มนักลงทุนเชิงกลยุทธ์จากไต้หวัน ยังเปิดโอกาสสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านเทคโนโลยีสุขภาพ นวัตกรรมด้านเภสัชกรรม บริการสุขภาพ และการพัฒนาระบบนิเวศระดับภูมิภาค โดยไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีการแพทย์ นวัตกรรมเภสัชกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ ซึ่งมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Arincare&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การลงทุนครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของระบบนิเวศ Startup ไทย นอกเหนือจากการสนับสนุนการเติบโตระยะต่อไปของ Arincare ดีลดังกล่าวยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อผู้ก่อตั้ง นวัตกรรม และศักยภาพระยะยาวของประเทศไทยในอุตสาหกรรมสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ การเข้ามาร่วมลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในรอบนี้ ยังถือเป็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยีของไทย และสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในระบบนิเวศนวัตกรรมระดับภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มพันธมิตรและนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในรอบก่อนหน้า ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG), Max Ventures ภายใต้เครือ PTG และ Nexter Ventures บริษัทลงทุนภายใต้ SCG ทำให้ Arincare ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในบริษัท HealthTech ชั้นนำของประเทศไทย และเป็นแพลตฟอร์มระยะยาวที่ได้รับความไว้วางใจจากอุตสาหกรรมสุขภาพไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในระยะต่อไป Arincare ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี ขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพ และสร้างคุณค่าระยะยาวอย่างยั่งยืนให้กับระบบนิเวศสุขภาพของประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ Hsin-fu Huang, Managing Partner จาก Taiwania Hive Ventures กล่าวว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การลงทุนใน Arincare สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดการลงทุนของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเห็นศักยภาพอย่างมากในการนำเทคโนโลยีด้านข้อมูลและ AI เข้าไปยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างธุรกิจร้านขายยา ซึ่งยังเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้การลงทุนครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ คือความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ระหว่างพันธมิตรจากไต้หวันและประเทศไทย เราเชื่อว่าความร่วมมือและ Synergy ที่เกิดขึ้นจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตระยะต่อไปของ Arincare&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;คุณนฤศันส์ ธันวารชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน InnoSpace Thailand กล่าวว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;InnoSpace Thailand มีความยินดีที่ได้สนับสนุน Arincare ในฐานะบริษัท HealthTech ไทยที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Digital Transformation ให้กับร้านขายยาชุมชน ร้านขายยาเป็นหนึ่งในจุดเข้าถึงบริการสุขภาพที่สำคัญที่สุดของคนไทย และแพลตฟอร์มของ Arincare มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงและเข้าถึงบริการสุขภาพในวงกว้าง&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การลงทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุน Startup ไทยที่มีเทคโนโลยีแข็งแกร่ง สร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจริง และมีศักยภาพในการเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากล&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;</summary>
    <published>2026-06-02T02:21:05+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/china-approves-world-first-bci-chip</id>
    <title>จีนอนุมัติ 'ชิปฝังสมอง' ตัวแรกของโลกที่ใช้งานได้ ช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวมือและแขน ก้าวสำคัญของ BCI</title>
    <updated>2026-06-02T00:29:57+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="จีนอนุมัติ 'ชิปฝังสมอง' ตัวแรกของโลก" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780386932_meen_1200x800_-_2026-06-02T145548.345.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนอนุมัติการใช้งานเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ BCI แบบฝังในร่างกายตัวแรกของโลก ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของวงการประสาทเทคโนโลยีและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ป่วยอัมพาตที่เกิดจาดการบาดเจ็บที่ไขสันหลังสามารถกลับมาควบคุมมือและแขนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในผู้ป่วยกลุ่มแรกที่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้คือ 'ต่งฮุย' ชายวัย 39 ปี จากประเทศจีน ซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 6 ปีก่อนจนเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอลงมา ซึ่งหลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดฝังอุปกรณ์และฟื้นฟูร่างกายเป็นเวลา 11 เดือน ทำให้เขาสามารถกลับมาจับปากกาและเขียนชื่อของตัวเองได้อีกครั้ง แม้จะเขียนพลาดนิดนึงเพราะความตื่นเต้น แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก่อนหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;NEO ชิปฝังสมองที่ได้รับอนุมัติ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า NEO พัฒนาโดยบริษัท Neuracle Technology จากเซี่ยงไฮ้ ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหัวในกรุงปักกิ่ง โดย &amp;lsquo;ต่งฮุย&amp;rsquo; ได้เข้ารับการผ่าตัดฝังอุปกรณ์นี้ในปี 2024 ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกกลุ่มแรกของจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอุปกรณ์มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับเหรียญ โดยเซนเซอร์จะถูกติดตั้งไว้บนเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกสุดเพื่อตรวจจับสัญญาณสมอง แล้วส่งไปยังตัวอุปกรณ์ที่ฝังอยู่บนกะโหลกศีรษะจากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อแปลผลเป็นคำสั่งควบคุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งในขั้นตอนการฟื้นฟูผู้ป่วยจะต้องสวมถุงมือหุ่นยนต์ที่ตอบสนองต่อสัญญาณสมองเพื่อช่วยฝึกการเคลื่อนไหวและด้เริ่มทำกายภาพบำบัดประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัด และในวันที่ 9 ของการฝึก เขาก็สามารถใช้มือขวาหยิบลูกบอลได้เองโดยไม่ต้องพึ่งถุงมือที่ใส่อยู่ ปัจจุบันเขายังคงฝึกต่อที่บ้าน โดยหวังว่าจะสามารถแต่งตัว กินข้าว และทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้มากขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไม NEO จึงได้รับอนุมัติเร็วกว่าคู่แข่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในเดือนมีนาคม 2025 อุปกรณ์ NEO ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นเทคโนโลยี BCI แบบฝังในร่างกายตัวแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติให้นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของจีน (NMPA) หรือ อย.จีนระบุว่าอุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยอายุ 18-60 ปี ที่เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาจากการบาดเจ็บไขสันหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งสาเหตุที่ NEO ได้รับการอนุมัติก่อนคู่แข่ง อย่างเช่น ชิป N1 ของ Neuralink ที่ก่อตั้งโดย Elon Musk เป็นเพราะการออกแบบที่ปลอดภัยกว่า โดยเซนเซอร์ของชิปจะวางอยู่บนเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก ไม่ได้เจาะทะลุเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรงเหมือนชิป N1 ซึ่งทำให้ชิปตัวนี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นในสมองและการเสื่อมของสัญญาณในระยะยาว ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ชิปตัวนี้สามารถผ่านข้อกำหนดด้านกฎระเบียบได้ง่ายกว่าประกอบกับการได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลจีน ก็ยิ่งช่วยให้ NEO ผ่านกระบวนการอนุมัติได้สำเร็จ ในขณะที่กระบวนการลักษณะเดียวกันในสหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลานานหลายปี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม BCI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์หลายคนมองว่าการอนุมัติ NEO ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม BCI ทั่วโลก เพราะแม้จะมีการวิจัยเทคโนโลยีนี้มานาน แต่ที่ผ่านมาก็มักจะจำกัดอยู่แค่ในห้องทดลอง การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยี BCI ได้พัฒนามาถึงจุดที่พร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรมและนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้จริงแล้ว และในขณะเดียวกันสำหรับคุณต่งฮุย ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่มันหมายถึงโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้ป่วยที่ยังเผชิญกับความสิ้นหวัง โดยเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างความหวังและเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยในจีนได้อีกนับพันคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;รัฐบาลจีนเร่งผลักดันอุตสาหกรรม BCI&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;และเพียงไม่กี่วันหลังจากอุปกรณ์ NEO ได้รับการอนุมัติ ประเทศจีนก็ได้เริ่มนำอุปกรณ์ดังกล่าวเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพของประเทศ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นหนึ่งในก้าวแรกสู่อนาคตที่ผู้ป่วยชาวจีนมีสิทธิ์จะจ่ายเงินเพียงบางส่วนของราคาอุปกรณ์ BCI หากจำเป็นต้องใช้งานในระหว่างการรักษา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และคาดว่าวงการเทคโนโลยีชิปฝังสมองของจีนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะรัฐบาลอัดฉีดทั้งนโยบายและเงินทุนสนับสนุนอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดจากแผนพัฒนาประเทศ 5 ปีฉบับล่าสุด โดยรัฐบาลจัดให้ BCI เป็น 1 ใน 6 อุตสาหกรรมสำคัญที่จะชี้ชะตาความยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีในอนาคตของจีน เทียบชั้นกับเทคโนโลยีระดับโลกอย่างควอนตัมและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ยิ่งไปกว่านั้น จีนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในเรื่องนี้ เพราะมีบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติจีนหลายแห่ง เช่น NeuroXess และ StairMed ที่ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานหลายปีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าอุปกรณ์ NEO ของจีนจะเป็นชิปฝังสมองตัวแรกของโลกที่ได้รับอนุมัติให้ใช้งานจริง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่าเราไม่ควรมองเรื่องนี้ว่าเป็นการวิ่งแข่งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเส้นชัยตายตัวว่าใครถึงก่อนคือผู้ชนะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังมีเป้าหมายที่ต่างกันคนละขั้ว สหรัฐอเมริกามักมุ่งเน้นการเป็น 'ที่หนึ่ง' และการสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำยุคที่สุด ในขณะที่ 'ชัยชนะ' ของจีน หมายถึงการนำเทคโนโลยีไปให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงและใช้งานได้จริง เพื่อแก้ปัญหาสังคมในระดับวงกว้าง ที่น่าสนใจมากๆ คือแม้ทั้งสองประเทศจะมีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างกัน แต่เทคโนโลยีด้านสมองกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่สหรัฐฯ และจีนยังคงจับมือทำงานร่วมงานกันอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อนาคตของชิปฝังสมองในจีน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอุตสาหกรรม BCI ของจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสนับสนุนทั้งด้านนโยบายและเงินทุนของภาครัฐ ขณะเดียวกันยังมีอุปกรณ์ BCI รุ่นอื่นที่ยังอยู่ระหว่างการรอการอนุมัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/china-approves-world-first-bci-chip"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="จีนอนุมัติ 'ชิปฝังสมอง' ตัวแรกของโลก" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780386932_meen_1200x800_-_2026-06-02T145548.345.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนอนุมัติการใช้งานเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ BCI แบบฝังในร่างกายตัวแรกของโลก ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของวงการประสาทเทคโนโลยีและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ป่วยอัมพาตที่เกิดจาดการบาดเจ็บที่ไขสันหลังสามารถกลับมาควบคุมมือและแขนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในผู้ป่วยกลุ่มแรกที่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้คือ 'ต่งฮุย' ชายวัย 39 ปี จากประเทศจีน ซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 6 ปีก่อนจนเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอลงมา ซึ่งหลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดฝังอุปกรณ์และฟื้นฟูร่างกายเป็นเวลา 11 เดือน ทำให้เขาสามารถกลับมาจับปากกาและเขียนชื่อของตัวเองได้อีกครั้ง แม้จะเขียนพลาดนิดนึงเพราะความตื่นเต้น แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก่อนหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;NEO ชิปฝังสมองที่ได้รับอนุมัติ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า NEO พัฒนาโดยบริษัท Neuracle Technology จากเซี่ยงไฮ้ ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหัวในกรุงปักกิ่ง โดย &amp;lsquo;ต่งฮุย&amp;rsquo; ได้เข้ารับการผ่าตัดฝังอุปกรณ์นี้ในปี 2024 ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกกลุ่มแรกของจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอุปกรณ์มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับเหรียญ โดยเซนเซอร์จะถูกติดตั้งไว้บนเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกสุดเพื่อตรวจจับสัญญาณสมอง แล้วส่งไปยังตัวอุปกรณ์ที่ฝังอยู่บนกะโหลกศีรษะจากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อแปลผลเป็นคำสั่งควบคุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งในขั้นตอนการฟื้นฟูผู้ป่วยจะต้องสวมถุงมือหุ่นยนต์ที่ตอบสนองต่อสัญญาณสมองเพื่อช่วยฝึกการเคลื่อนไหวและด้เริ่มทำกายภาพบำบัดประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัด และในวันที่ 9 ของการฝึก เขาก็สามารถใช้มือขวาหยิบลูกบอลได้เองโดยไม่ต้องพึ่งถุงมือที่ใส่อยู่ ปัจจุบันเขายังคงฝึกต่อที่บ้าน โดยหวังว่าจะสามารถแต่งตัว กินข้าว และทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้มากขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไม NEO จึงได้รับอนุมัติเร็วกว่าคู่แข่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในเดือนมีนาคม 2025 อุปกรณ์ NEO ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นเทคโนโลยี BCI แบบฝังในร่างกายตัวแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติให้นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของจีน (NMPA) หรือ อย.จีนระบุว่าอุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยอายุ 18-60 ปี ที่เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาจากการบาดเจ็บไขสันหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งสาเหตุที่ NEO ได้รับการอนุมัติก่อนคู่แข่ง อย่างเช่น ชิป N1 ของ Neuralink ที่ก่อตั้งโดย Elon Musk เป็นเพราะการออกแบบที่ปลอดภัยกว่า โดยเซนเซอร์ของชิปจะวางอยู่บนเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก ไม่ได้เจาะทะลุเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรงเหมือนชิป N1 ซึ่งทำให้ชิปตัวนี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นในสมองและการเสื่อมของสัญญาณในระยะยาว ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ชิปตัวนี้สามารถผ่านข้อกำหนดด้านกฎระเบียบได้ง่ายกว่าประกอบกับการได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลจีน ก็ยิ่งช่วยให้ NEO ผ่านกระบวนการอนุมัติได้สำเร็จ ในขณะที่กระบวนการลักษณะเดียวกันในสหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลานานหลายปี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม BCI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์หลายคนมองว่าการอนุมัติ NEO ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม BCI ทั่วโลก เพราะแม้จะมีการวิจัยเทคโนโลยีนี้มานาน แต่ที่ผ่านมาก็มักจะจำกัดอยู่แค่ในห้องทดลอง การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยี BCI ได้พัฒนามาถึงจุดที่พร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรมและนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้จริงแล้ว และในขณะเดียวกันสำหรับคุณต่งฮุย ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่มันหมายถึงโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้ป่วยที่ยังเผชิญกับความสิ้นหวัง โดยเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างความหวังและเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยในจีนได้อีกนับพันคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;รัฐบาลจีนเร่งผลักดันอุตสาหกรรม BCI&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;และเพียงไม่กี่วันหลังจากอุปกรณ์ NEO ได้รับการอนุมัติ ประเทศจีนก็ได้เริ่มนำอุปกรณ์ดังกล่าวเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพของประเทศ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นหนึ่งในก้าวแรกสู่อนาคตที่ผู้ป่วยชาวจีนมีสิทธิ์จะจ่ายเงินเพียงบางส่วนของราคาอุปกรณ์ BCI หากจำเป็นต้องใช้งานในระหว่างการรักษา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และคาดว่าวงการเทคโนโลยีชิปฝังสมองของจีนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะรัฐบาลอัดฉีดทั้งนโยบายและเงินทุนสนับสนุนอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดจากแผนพัฒนาประเทศ 5 ปีฉบับล่าสุด โดยรัฐบาลจัดให้ BCI เป็น 1 ใน 6 อุตสาหกรรมสำคัญที่จะชี้ชะตาความยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีในอนาคตของจีน เทียบชั้นกับเทคโนโลยีระดับโลกอย่างควอนตัมและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ยิ่งไปกว่านั้น จีนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในเรื่องนี้ เพราะมีบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติจีนหลายแห่ง เช่น NeuroXess และ StairMed ที่ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานหลายปีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าอุปกรณ์ NEO ของจีนจะเป็นชิปฝังสมองตัวแรกของโลกที่ได้รับอนุมัติให้ใช้งานจริง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่าเราไม่ควรมองเรื่องนี้ว่าเป็นการวิ่งแข่งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเส้นชัยตายตัวว่าใครถึงก่อนคือผู้ชนะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังมีเป้าหมายที่ต่างกันคนละขั้ว สหรัฐอเมริกามักมุ่งเน้นการเป็น 'ที่หนึ่ง' และการสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำยุคที่สุด ในขณะที่ 'ชัยชนะ' ของจีน หมายถึงการนำเทคโนโลยีไปให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงและใช้งานได้จริง เพื่อแก้ปัญหาสังคมในระดับวงกว้าง ที่น่าสนใจมากๆ คือแม้ทั้งสองประเทศจะมีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างกัน แต่เทคโนโลยีด้านสมองกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่สหรัฐฯ และจีนยังคงจับมือทำงานร่วมงานกันอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อนาคตของชิปฝังสมองในจีน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอุตสาหกรรม BCI ของจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสนับสนุนทั้งด้านนโยบายและเงินทุนของภาครัฐ ขณะเดียวกันยังมีอุปกรณ์ BCI รุ่นอื่นที่ยังอยู่ระหว่างการรอการอนุมัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-02T00:29:57+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/masayoshi-son-ai-revolution-vs-dotcom</id>
    <title>AI จะใหญ่กว่า Dot-com 50 เท่า เทคโนโลยีนี้จะ ‘พลิกอินเทอร์เน็ตยุคเก่า’</title>
    <updated>2026-06-01T23:47:22+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;กลายเป็นที่พูดถึงในโลกเทคโนโลยีทันที เมื่อ Masayoshi Son แม่ทัพใหญ่แห่ง SoftBank ออกมาประกาศกร้าวผ่าน CNBC ว่า &lt;strong&gt;&amp;ldquo;การปฏิวัติ AI ใหญ่กว่ายุค Dot-com ในปี 2000 ถึง 50 เท่า&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งเขาคือ&lt;a href="https://finance.yahoo.com/news/man-richer-bill-gates-3-170012424.html?guccounter=1"&gt;ชายที่เคยรวยที่สุดในโลกอยู่ 3 วัน&lt;/a&gt;ในช่วงพีคของยุคดอตคอม และเป็นคนเดียวกับที่กระเป๋าฉีก สูญเสียเงินรวมกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อฟองสบู่แตก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งคำว่า ใหญ่กว่า 50 เท่า ในบริบทที่ Masayoshi Son กล่าวถึง ไม่ได้หมายถึงแค่ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น แต่เขาหมายถึงแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่จะเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิต มิติทางเศรษฐกิจ และการทำงานของมนุษยชาติ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780386239_AI_Dot_com_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วรอบนี้ทำไม Masayoshi Son ผู้เคยเจ็บหนักที่สุดจากยุค Dot-com ถึงกล้าออกมา All-in ในสมรภูมิ AI รอบนี้ บทความนี้ Techsauce จะพาไปเข้าใจกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;1. ย้อนรอย Dot-com Bubble vs AI Boom เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เพื่อความเข้าใจที่ลึกขึ้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า Dot-com Bubble (1995-2000) เกิดจากกระแสความตื่นเต้นในอินเทอร์เน็ต ดัชนี NASDAQ พุ่งขึ้นสูงถึง 400% ภายใน 5 ปี บริษัทเกิดใหม่เพียงแค่มีคำว่า .com พ่วงท้าย หรือมีไอเดียบนหน้าเว็บ ก็สามารถระดมทุนได้มหาศาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ทำไมฟองสบู่ Dot-com ถึงแตก?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;บริษัทส่วนใหญ่ในยุคนั้น เช่น Pets.com หรือ Webvan มีมูลค่าประเมินสูงลิ่ว แต่ไม่มีกำไร และไม่มีกระแสเงินสดจริง เน้นเผาเงินโฆษณาเพื่อหา User&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมัยนั้นอินเทอร์เน็ตยังเป็นระบบ Dial-up (สายโทรศัพท์บ้าน) ที่ช้ามาก และระบบชำระเงินออนไลน์ยังไม่ปลอดภัย ทำให้โมเดลธุรกิจล้ำ ๆ ในตอนนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย สภาพคล่องหายไป นักลงทุนตื่นตระหนก ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีร่วงลงเหวกว่า 78% มูลค่าตลาดหายไปถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่เดือน&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;แล้วทำไม Son ถึงบอกว่า AI รอบนี้ใหญ่กว่า 50 เท่า?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Son มองว่า สมัยดอตคอมมันคือการเชื่อมต่อ แต่ AI คือการปฏิวัติสติปัญญาและการตระหนักรู้ ซึ่งจะเข้าไปแทรกซึมและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกอุตสาหกรรมบนโลก ไม่ใช่แค่ธุรกิจไอที ที่สำคัญ บริษัทผู้นำ AI ในปัจจุบัน (เช่น Microsoft, NVIDIA, Alphabet) มีรายได้และกำไรมหาศาลรองรับอยู่จริง แตกต่างจากยุคดอตคอมที่เป็นเพียง&lt;a href="https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-paper-company"&gt;บริษัทกระดาษ&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ถ้าคุณย้อนดูประวัติศาสตร์ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เคยพังทลายลงในปี 1929 หลังเหตุการณ์ Wall Street Crash แต่หลังจากนั้น มันกลับเติบโตต่อเนื่องยาวนานนับ 100 ปี... แน่นอนว่า AI อาจจะมีช่วงปรับฐาน แต่สำหรับผม นั่นคือโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; Masayoshi Son กล่าว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2. แกะพอร์ต SoftBank&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หลายคนอาจกังวลว่า SoftBank กำลังพาตัวเองไปเสี่ยงกับฟองสบู่ AI หรือไม่? เพราะล่าสุดเพิ่งเปิดตัวพาร์ทเนอร์ชิปกับ OpenAI ในโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ Stargate (เมกะโปรเจกต์สร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ มูลค่าแสนล้านดอลลาร์)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ Son ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Net Asset Value (NAV) หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกลุ่ม SoftBank เพื่อสยบความกังวลของนักลงทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Son ระบุว่า เขาไม่คิดว่าพอร์ตการลงทุนของ SoftBank จะมีความเสี่ยงหรือพึ่งพา OpenAI มากเกินไป เนื่องจากสตาร์ตอัป AI รายนี้มีสัดส่วนคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกลุ่มเพียงแค่ 20% กว่า ๆ เท่านั้น ในขณะที่ Arm บริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติอังกฤษ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม โดยครองสัดส่วนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึงกว่า 50%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากการจัดพอร์ตแบบนี้ จะเห็นว่า SoftBank ไม่ได้ลงเงินมั่ว ๆ แต่เน้นหนักไปที่ Arm ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดพิมพ์เขียวชิป (Architecture) ระดับโลก แปลว่า Masayoshi Son ไม่ว่าบริษัทไหนจะชนะในศึก AI (จะ OpenAI, Google หรือ Meta) ทุกเจ้าก็ยังต้องใช้ชิปที่ออกแบบโดย Arm อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และถ้าถามว่าเชื่อมั่นใน AI แค่ไหน ก็อาจจะตอบได้ว่ามาก เพราะล่าสุด SoftBank เพิ่งประกาศทุ่มทุนสร้าง AI Data Center ขนาดมหึมา กำลังไฟรวม 5 กิกะวัตต์ (GW) ในฝรั่งเศส โดยเฟสแรกจะสร้างขนาด 3.1 กิกะวัตต์ แถบตอนเหนือของฝรั่งเศสให้เสร็จภายในปี 2031 ข่าวนี้ทำให้หุ้น SoftBank ในตลาดโตเกียวพุ่งทะยานทันที 14%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ Son บอกว่างานนี้ SoftBank ไม่ได้ใช้เงินตัวเองทั้งหมด แต่ใช้โมเดล Project Financing (การระดมทุนรายโครงการ) ควบคู่ไปกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าระยะยาวกับลูกค้า (Take-off agreements) ทำให้ใช้เงินทุนตัวเองน้อยมาก แต่ได้ Impact มหาศาล แถมยังจับมือกับ Schneider Electric ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศส เพื่อสร้างฐานการผลิตในเมืองดันเคิร์กอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากเราลองสังเกตทิศทางการเดินเกมของ Masayoshi Son ในครั้งนี้ จะพบอินไซต์ที่น่าสนใจว่า สมรภูมิ AI ในมุมมองของเขาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเจ้าของโมเดลอัจฉริยะ แต่คือการขยับขึ้นไปคุมต้นน้ำของระบบนิเวศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การที่ SoftBank เลือกปักธงทั้งในสหรัฐฯ (ผ่านบิ๊กโปรเจกต์ Stargate ร่วมกับ OpenAI) และการบุกยุโรป (ผ่านดีลโครงสร้างพื้นฐานในฝรั่งเศส) อาจสะท้อนว่า เขากำลังพยายามสร้างอาณาจักรท่อส่งน้ำยุคใหม่ ที่ไม่ว่าโมเดล AI ของค่ายไหนจะชนะ หรือแอปพลิเคชันใดจะฮิตในอนาคต สุดท้ายก็อาจต้องพึ่งพาพลังงาน ชิปประมวลผล และ Data Center ภายใต้เครือข่ายของ SoftBank อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.cnbc.com/2026/06/01/softbank-masayoshi-son-ai-revolution-investment.html?taid=6a1d6113ba61b20001692a04&amp;amp;utm_campaign=trueanthem&amp;amp;utm_content=main&amp;amp;utm_medium=social&amp;amp;utm_source=twitter"&gt;cnbc&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/masayoshi-son-ai-revolution-vs-dotcom"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;กลายเป็นที่พูดถึงในโลกเทคโนโลยีทันที เมื่อ Masayoshi Son แม่ทัพใหญ่แห่ง SoftBank ออกมาประกาศกร้าวผ่าน CNBC ว่า &lt;strong&gt;&amp;ldquo;การปฏิวัติ AI ใหญ่กว่ายุค Dot-com ในปี 2000 ถึง 50 เท่า&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งเขาคือ&lt;a href="https://finance.yahoo.com/news/man-richer-bill-gates-3-170012424.html?guccounter=1"&gt;ชายที่เคยรวยที่สุดในโลกอยู่ 3 วัน&lt;/a&gt;ในช่วงพีคของยุคดอตคอม และเป็นคนเดียวกับที่กระเป๋าฉีก สูญเสียเงินรวมกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อฟองสบู่แตก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งคำว่า ใหญ่กว่า 50 เท่า ในบริบทที่ Masayoshi Son กล่าวถึง ไม่ได้หมายถึงแค่ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น แต่เขาหมายถึงแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่จะเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิต มิติทางเศรษฐกิจ และการทำงานของมนุษยชาติ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780386239_AI_Dot_com_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วรอบนี้ทำไม Masayoshi Son ผู้เคยเจ็บหนักที่สุดจากยุค Dot-com ถึงกล้าออกมา All-in ในสมรภูมิ AI รอบนี้ บทความนี้ Techsauce จะพาไปเข้าใจกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;1. ย้อนรอย Dot-com Bubble vs AI Boom เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เพื่อความเข้าใจที่ลึกขึ้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า Dot-com Bubble (1995-2000) เกิดจากกระแสความตื่นเต้นในอินเทอร์เน็ต ดัชนี NASDAQ พุ่งขึ้นสูงถึง 400% ภายใน 5 ปี บริษัทเกิดใหม่เพียงแค่มีคำว่า .com พ่วงท้าย หรือมีไอเดียบนหน้าเว็บ ก็สามารถระดมทุนได้มหาศาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ทำไมฟองสบู่ Dot-com ถึงแตก?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;บริษัทส่วนใหญ่ในยุคนั้น เช่น Pets.com หรือ Webvan มีมูลค่าประเมินสูงลิ่ว แต่ไม่มีกำไร และไม่มีกระแสเงินสดจริง เน้นเผาเงินโฆษณาเพื่อหา User&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมัยนั้นอินเทอร์เน็ตยังเป็นระบบ Dial-up (สายโทรศัพท์บ้าน) ที่ช้ามาก และระบบชำระเงินออนไลน์ยังไม่ปลอดภัย ทำให้โมเดลธุรกิจล้ำ ๆ ในตอนนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย สภาพคล่องหายไป นักลงทุนตื่นตระหนก ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีร่วงลงเหวกว่า 78% มูลค่าตลาดหายไปถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่เดือน&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;แล้วทำไม Son ถึงบอกว่า AI รอบนี้ใหญ่กว่า 50 เท่า?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Son มองว่า สมัยดอตคอมมันคือการเชื่อมต่อ แต่ AI คือการปฏิวัติสติปัญญาและการตระหนักรู้ ซึ่งจะเข้าไปแทรกซึมและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกอุตสาหกรรมบนโลก ไม่ใช่แค่ธุรกิจไอที ที่สำคัญ บริษัทผู้นำ AI ในปัจจุบัน (เช่น Microsoft, NVIDIA, Alphabet) มีรายได้และกำไรมหาศาลรองรับอยู่จริง แตกต่างจากยุคดอตคอมที่เป็นเพียง&lt;a href="https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-paper-company"&gt;บริษัทกระดาษ&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ถ้าคุณย้อนดูประวัติศาสตร์ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เคยพังทลายลงในปี 1929 หลังเหตุการณ์ Wall Street Crash แต่หลังจากนั้น มันกลับเติบโตต่อเนื่องยาวนานนับ 100 ปี... แน่นอนว่า AI อาจจะมีช่วงปรับฐาน แต่สำหรับผม นั่นคือโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; Masayoshi Son กล่าว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2. แกะพอร์ต SoftBank&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หลายคนอาจกังวลว่า SoftBank กำลังพาตัวเองไปเสี่ยงกับฟองสบู่ AI หรือไม่? เพราะล่าสุดเพิ่งเปิดตัวพาร์ทเนอร์ชิปกับ OpenAI ในโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ Stargate (เมกะโปรเจกต์สร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ มูลค่าแสนล้านดอลลาร์)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ Son ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Net Asset Value (NAV) หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกลุ่ม SoftBank เพื่อสยบความกังวลของนักลงทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Son ระบุว่า เขาไม่คิดว่าพอร์ตการลงทุนของ SoftBank จะมีความเสี่ยงหรือพึ่งพา OpenAI มากเกินไป เนื่องจากสตาร์ตอัป AI รายนี้มีสัดส่วนคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกลุ่มเพียงแค่ 20% กว่า ๆ เท่านั้น ในขณะที่ Arm บริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติอังกฤษ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม โดยครองสัดส่วนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึงกว่า 50%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากการจัดพอร์ตแบบนี้ จะเห็นว่า SoftBank ไม่ได้ลงเงินมั่ว ๆ แต่เน้นหนักไปที่ Arm ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดพิมพ์เขียวชิป (Architecture) ระดับโลก แปลว่า Masayoshi Son ไม่ว่าบริษัทไหนจะชนะในศึก AI (จะ OpenAI, Google หรือ Meta) ทุกเจ้าก็ยังต้องใช้ชิปที่ออกแบบโดย Arm อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และถ้าถามว่าเชื่อมั่นใน AI แค่ไหน ก็อาจจะตอบได้ว่ามาก เพราะล่าสุด SoftBank เพิ่งประกาศทุ่มทุนสร้าง AI Data Center ขนาดมหึมา กำลังไฟรวม 5 กิกะวัตต์ (GW) ในฝรั่งเศส โดยเฟสแรกจะสร้างขนาด 3.1 กิกะวัตต์ แถบตอนเหนือของฝรั่งเศสให้เสร็จภายในปี 2031 ข่าวนี้ทำให้หุ้น SoftBank ในตลาดโตเกียวพุ่งทะยานทันที 14%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ Son บอกว่างานนี้ SoftBank ไม่ได้ใช้เงินตัวเองทั้งหมด แต่ใช้โมเดล Project Financing (การระดมทุนรายโครงการ) ควบคู่ไปกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าระยะยาวกับลูกค้า (Take-off agreements) ทำให้ใช้เงินทุนตัวเองน้อยมาก แต่ได้ Impact มหาศาล แถมยังจับมือกับ Schneider Electric ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศส เพื่อสร้างฐานการผลิตในเมืองดันเคิร์กอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากเราลองสังเกตทิศทางการเดินเกมของ Masayoshi Son ในครั้งนี้ จะพบอินไซต์ที่น่าสนใจว่า สมรภูมิ AI ในมุมมองของเขาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเจ้าของโมเดลอัจฉริยะ แต่คือการขยับขึ้นไปคุมต้นน้ำของระบบนิเวศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การที่ SoftBank เลือกปักธงทั้งในสหรัฐฯ (ผ่านบิ๊กโปรเจกต์ Stargate ร่วมกับ OpenAI) และการบุกยุโรป (ผ่านดีลโครงสร้างพื้นฐานในฝรั่งเศส) อาจสะท้อนว่า เขากำลังพยายามสร้างอาณาจักรท่อส่งน้ำยุคใหม่ ที่ไม่ว่าโมเดล AI ของค่ายไหนจะชนะ หรือแอปพลิเคชันใดจะฮิตในอนาคต สุดท้ายก็อาจต้องพึ่งพาพลังงาน ชิปประมวลผล และ Data Center ภายใต้เครือข่ายของ SoftBank อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.cnbc.com/2026/06/01/softbank-masayoshi-son-ai-revolution-investment.html?taid=6a1d6113ba61b20001692a04&amp;amp;utm_campaign=trueanthem&amp;amp;utm_content=main&amp;amp;utm_medium=social&amp;amp;utm_source=twitter"&gt;cnbc&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-01T23:47:22+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/duckduckgo-no-ai-search-extension-chrome-firefox</id>
    <title>DuckDuckGo ปล่อย Extension ใหม่ ตั้ง ‘ค้นหาไร้ AI’ เป็นค่าเริ่มต้น รับกระแสคนหนี AI ของ Google Search</title>
    <updated>2026-06-01T23:09:11+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780383875_DuckDuckGo__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;28 พฤษภาคม 2026 ยอดเข้าชมหน้าค้นหาแบบไร้ AI ของ DuckDuckGo พุ่งขึ้นเป็นสามเท่าจากระดับปกติ ทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ Google ประกาศยกเครื่องระบบค้นหาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 25 ปี และที่น่าสนใจคือตัวเลขนี้ยังไม่มีทีท่าจะแผ่วลง คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินหนีการค้นหาที่มี AI นำหน้าทุกอย่าง และ DuckDuckGo ก็เห็นจังหวะนี้พอดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;DuckDuckGo ขานรับด้วยการปล่อยส่วนขยายเบราว์เซอร์ (Browser Extension) ตัวใหม่สำหรับ Chrome และ Firefox ที่ให้ผู้ใช้ตั้งหน้าค้นหาไร้ AI อย่าง noai.duckduckgo.com เป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้น (Default Search Engine) ได้ในไม่กี่คลิก พอเปิดใช้งานแล้ว การค้นหาทุกครั้งจะเด้งไปที่หน้าไร้ AI ที่ไม่มีคำตอบสรุปจาก AI ไม่มีช่องแชทให้พิมพ์คำสั่ง และตัดภาพที่สร้างด้วย AI ออกจากผลการค้นหาไปเกือบหมด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Extension ทำงานยังไง และปิดอะไรไปบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หัวใจของฟีเจอร์นี้คือการทำให้ประสบการณ์ค้นหาแบบไร้ AI คงเส้นคงวา ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงนี้ ปกติแล้วถ้าอยากปิด AI บน DuckDuckGo ผู้ใช้ต้องเข้าไปไล่ปิดทีละอย่างในหน้าตั้งค่า แต่หน้า noai.duckduckgo.com จัดการปิดให้อัตโนมัติตั้งแต่แรกทั้งสามส่วนหลัก คือ Search Assist ที่เป็นตัวสแกนเว็บแล้วสรุปคำตอบสั้น ๆ ด้วย AI, Duck.ai ที่เป็นคำตอบสรุปจาก AI และภาพที่สร้างด้วย AI ในผลค้นหารูปภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การติดตั้งทำได้ง่าย เพียงเข้าหน้าค้นหาไร้ AI แล้วกดเพิ่ม Extension หรือจะเข้าหน้าแรกของ DuckDuckGo แล้วกดตั้งเป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นก็ได้ ตอนนี้รองรับทั้ง Chrome และ Firefox ส่วนใครที่ใช้เบราว์เซอร์ DuckDuckGo อยู่แล้ว การตั้งค่า AI จะถูกเก็บไว้ให้ ไม่หายแม้จะล้างประวัติการใช้งานทิ้ง และในเร็ว ๆ นี้ DuckDuckGo ยังเตรียมอัปเดต Extension ตัวเดิมอย่าง DuckDuckGo Privacy Essentials ทั้งบน Chrome, Firefox, Edge และ Opera ให้มีปุ่มควบคุมการตั้งค่า AI search เพิ่มเข้ามาด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทราฟฟิกพุ่งไม่หยุด หลัง Google เขย่าวงการค้นหา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขการเติบโตของ DuckDuckGo ในช่วงนี้น่าจับตามาก สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทเผยว่ายอดเข้าชมหน้าค้นหาไร้ AI โตขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ส่วนยอดติดตั้งแอปในสหรัฐฯ โตขึ้น 18.1% และเฉพาะบน iOS ในสหรัฐฯ พุ่งแตะจุดสูงสุดถึง 69.9% เมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญคือการโตรอบนี้ไม่ได้มาเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วหายไป บริษัทชี้ว่ายอดเข้าชมเฉลี่ยสูงกว่าระดับฐานปกติราว 84% ซึ่งบ่งบอกว่านี่คือการย้ายค่ายแบบยั่งยืนมากกว่ากระแสวูบวาบ ฝั่งบริษัทวิเคราะห์แอปอย่าง Apptopia ก็ยืนยันเทรนด์นี้ด้วยชุดข้อมูลคนละชุด โดยพบว่ายอดดาวน์โหลดรายวันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 29% ส่วนตัวเลขทั่วโลกโตเพียง 12% ซึ่งช่วยตัดความเป็นไปได้ที่ว่ามันเป็นแค่เทรนด์การเติบโตตามธรรมชาติทั่วไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้จังหวะเวลาจะชวนให้โยงเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของ Google อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ Business Insider ก็ตั้งข้อสังเกตว่ายังพิสูจน์ไม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า Google คือต้นเหตุโดยตรงของการพุ่งขึ้นครั้งนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ต้นตออยู่ที่ Google ยกเครื่อง Search ครั้งใหญ่สุดในรอบ 25 ปี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดเริ่มต้นของกระแสทั้งหมดย้อนไปที่งาน Google I/O เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ที่ Liz Reid หัวหน้าฝ่าย Search และ Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ขึ้นเวทีประกาศการเปลี่ยนแปลงที่บริษัทนิยามว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของประตูสู่เว็บนับตั้งแต่ช่องค้นหาถือกำเนิดเมื่อกว่า 25 ปีก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แทนที่จะโชว์ลิงก์เป็นอันดับแรกเหมือนเดิม Google หันมาดันผู้ใช้เข้าสู่บทสรุปที่สร้างด้วย AI (AI Overviews) ที่กำลังถูกพัฒนาให้โต้ตอบได้มากขึ้น สร้างได้ทั้งภาพประกอบ กราฟ แผนภูมิ ไปจนถึงมินิแอปตามที่ผู้ใช้ต้องการ และถ้าผู้ใช้ถามต่อ ระบบก็จะพาเข้าสู่โหมดแชทอย่าง AI Mode ทันที ส่วน 10 ลิงก์สีน้ำเงินที่เคยเป็นหน้าตาของ Google มาตลอด ตอนนี้กลายเป็นของแถมที่ไปโผล่อยู่ด้านล่างสุด จนบริษัทถึงกับประกาศบนเวทีว่า 'ยุคของ 10 ลิงก์สีน้ำเงินจบลงอย่างเป็นทางการแล้ว'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขนาดของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ AI Overviews มีผู้ใช้ต่อเดือนทะลุ 2.5 พันล้านคนไปแล้ว ส่วน AI Mode ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีก่อนก็มีผู้ใช้แตะ 1 พันล้านคนต่อเดือนเข้าไปแล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ไม่ใช่ทุกคนที่โอเคกับการให้ AI มาเป็นค่าเริ่มต้น และนี่คือเหตุผลที่หลายคนเริ่มย้ายไปหาเครื่องมือค้นหาทางเลือก Gabriel Weinberg ซีอีโอของ DuckDuckGo พูดถึงเรื่องนี้แบบตรง ๆ ว่า 'Google กำลังยัด AI ใส่ผู้ใช้แบบไม่มีทางเลือกให้ปฏิเสธ ผลลัพธ์ที่ได้เลยแย่ลง ไม่ได้ดีขึ้น' ด้าน Kamyl Bazbaz หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและนโยบายของบริษัทก็สรุปสั้น ๆ ว่า 'คนแค่ต้องการสิทธิ์ในการเลือก'&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;DuckDuckGo ไม่ได้ต้าน AI และไม่ได้มีแค่เจ้าเดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้จะชูจุดขายเรื่องการค้นหาไร้ AI แต่ต้องบอกให้ชัดว่า DuckDuckGo ไม่ใช่บริษัทที่ต่อต้าน AI บริษัทยังมีแชทบอต AI ของตัวเองที่เชื่อมต่อกับโมเดลยอดนิยมหลายตัว พร้อมแพ็กเกจแบบเสียเงินที่ให้เข้าถึงโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุด และเครื่องมืออื่น ๆ อย่างบริการ Virtual Private Network (VPN), บริการกู้คืนตัวตนเมื่อถูกขโมยข้อมูล ไปจนถึงบริการลบข้อมูลส่วนตัวออกจากเว็บ จุดต่างของ DuckDuckGo จึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI ทั้งหมด แต่เป็นการคืนสิทธิ์ให้ผู้ใช้เลือกเองว่าจะแตะ AI มากน้อยแค่ไหน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;DuckDuckGo ไม่ได้เป็นทางเลือกเดียวที่ได้อานิสงส์จากกระแสนี้ เครื่องมือค้นหาแบบเสียเงินอย่าง Kagi ก็เป็นอีกตัวที่คนพูดถึง โดย Kagi จะไม่แสดงข้อมูลจาก AI ให้เห็นเลยถ้าผู้ใช้ไม่ได้เลือกเปิดเอง คิดค่าบริการเดือนละ 5 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับจำนวนการค้นหาแบบจำกัด และ 10 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการค้นหาแบบไม่จำกัด ข้อดีของการเป็นบริการแบบเสียเงินคือไม่มีโฆษณา และไม่เก็บหรือขายข้อมูลผู้ใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ Extension ค้นหาไร้ AI ของ DuckDuckGo เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งบน Chrome และ Firefox ส่วนการเพิ่มปุ่มควบคุม AI ใน Extension ตัวเดิมอย่าง Privacy Essentials บน Edge และ Opera กำลังจะตามมาในเร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/06/01/duckduckgo-makes-its-no-ai-search-engine-easier-to-access-as-its-traffic-booms/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.businessinsider.com/duckduckgo-surge-google-ai-search-changes-2026-5" target="_blank"&gt;Business Insider&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.macrumors.com/2026/05/29/duckduckgo-no-ai-search/" target="_blank"&gt;MacRumors&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cnet.com/tech/services-and-software/duckduckgo-no-ai-search-chrome-firefox-browser-extensions/" target="_blank"&gt;CNET&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/duckduckgo-no-ai-search-extension-chrome-firefox"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780383875_DuckDuckGo__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;28 พฤษภาคม 2026 ยอดเข้าชมหน้าค้นหาแบบไร้ AI ของ DuckDuckGo พุ่งขึ้นเป็นสามเท่าจากระดับปกติ ทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ Google ประกาศยกเครื่องระบบค้นหาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 25 ปี และที่น่าสนใจคือตัวเลขนี้ยังไม่มีทีท่าจะแผ่วลง คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินหนีการค้นหาที่มี AI นำหน้าทุกอย่าง และ DuckDuckGo ก็เห็นจังหวะนี้พอดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;DuckDuckGo ขานรับด้วยการปล่อยส่วนขยายเบราว์เซอร์ (Browser Extension) ตัวใหม่สำหรับ Chrome และ Firefox ที่ให้ผู้ใช้ตั้งหน้าค้นหาไร้ AI อย่าง noai.duckduckgo.com เป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้น (Default Search Engine) ได้ในไม่กี่คลิก พอเปิดใช้งานแล้ว การค้นหาทุกครั้งจะเด้งไปที่หน้าไร้ AI ที่ไม่มีคำตอบสรุปจาก AI ไม่มีช่องแชทให้พิมพ์คำสั่ง และตัดภาพที่สร้างด้วย AI ออกจากผลการค้นหาไปเกือบหมด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Extension ทำงานยังไง และปิดอะไรไปบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หัวใจของฟีเจอร์นี้คือการทำให้ประสบการณ์ค้นหาแบบไร้ AI คงเส้นคงวา ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงนี้ ปกติแล้วถ้าอยากปิด AI บน DuckDuckGo ผู้ใช้ต้องเข้าไปไล่ปิดทีละอย่างในหน้าตั้งค่า แต่หน้า noai.duckduckgo.com จัดการปิดให้อัตโนมัติตั้งแต่แรกทั้งสามส่วนหลัก คือ Search Assist ที่เป็นตัวสแกนเว็บแล้วสรุปคำตอบสั้น ๆ ด้วย AI, Duck.ai ที่เป็นคำตอบสรุปจาก AI และภาพที่สร้างด้วย AI ในผลค้นหารูปภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การติดตั้งทำได้ง่าย เพียงเข้าหน้าค้นหาไร้ AI แล้วกดเพิ่ม Extension หรือจะเข้าหน้าแรกของ DuckDuckGo แล้วกดตั้งเป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นก็ได้ ตอนนี้รองรับทั้ง Chrome และ Firefox ส่วนใครที่ใช้เบราว์เซอร์ DuckDuckGo อยู่แล้ว การตั้งค่า AI จะถูกเก็บไว้ให้ ไม่หายแม้จะล้างประวัติการใช้งานทิ้ง และในเร็ว ๆ นี้ DuckDuckGo ยังเตรียมอัปเดต Extension ตัวเดิมอย่าง DuckDuckGo Privacy Essentials ทั้งบน Chrome, Firefox, Edge และ Opera ให้มีปุ่มควบคุมการตั้งค่า AI search เพิ่มเข้ามาด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทราฟฟิกพุ่งไม่หยุด หลัง Google เขย่าวงการค้นหา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขการเติบโตของ DuckDuckGo ในช่วงนี้น่าจับตามาก สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทเผยว่ายอดเข้าชมหน้าค้นหาไร้ AI โตขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ส่วนยอดติดตั้งแอปในสหรัฐฯ โตขึ้น 18.1% และเฉพาะบน iOS ในสหรัฐฯ พุ่งแตะจุดสูงสุดถึง 69.9% เมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญคือการโตรอบนี้ไม่ได้มาเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วหายไป บริษัทชี้ว่ายอดเข้าชมเฉลี่ยสูงกว่าระดับฐานปกติราว 84% ซึ่งบ่งบอกว่านี่คือการย้ายค่ายแบบยั่งยืนมากกว่ากระแสวูบวาบ ฝั่งบริษัทวิเคราะห์แอปอย่าง Apptopia ก็ยืนยันเทรนด์นี้ด้วยชุดข้อมูลคนละชุด โดยพบว่ายอดดาวน์โหลดรายวันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 29% ส่วนตัวเลขทั่วโลกโตเพียง 12% ซึ่งช่วยตัดความเป็นไปได้ที่ว่ามันเป็นแค่เทรนด์การเติบโตตามธรรมชาติทั่วไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้จังหวะเวลาจะชวนให้โยงเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของ Google อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ Business Insider ก็ตั้งข้อสังเกตว่ายังพิสูจน์ไม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า Google คือต้นเหตุโดยตรงของการพุ่งขึ้นครั้งนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ต้นตออยู่ที่ Google ยกเครื่อง Search ครั้งใหญ่สุดในรอบ 25 ปี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดเริ่มต้นของกระแสทั้งหมดย้อนไปที่งาน Google I/O เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ที่ Liz Reid หัวหน้าฝ่าย Search และ Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ขึ้นเวทีประกาศการเปลี่ยนแปลงที่บริษัทนิยามว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของประตูสู่เว็บนับตั้งแต่ช่องค้นหาถือกำเนิดเมื่อกว่า 25 ปีก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แทนที่จะโชว์ลิงก์เป็นอันดับแรกเหมือนเดิม Google หันมาดันผู้ใช้เข้าสู่บทสรุปที่สร้างด้วย AI (AI Overviews) ที่กำลังถูกพัฒนาให้โต้ตอบได้มากขึ้น สร้างได้ทั้งภาพประกอบ กราฟ แผนภูมิ ไปจนถึงมินิแอปตามที่ผู้ใช้ต้องการ และถ้าผู้ใช้ถามต่อ ระบบก็จะพาเข้าสู่โหมดแชทอย่าง AI Mode ทันที ส่วน 10 ลิงก์สีน้ำเงินที่เคยเป็นหน้าตาของ Google มาตลอด ตอนนี้กลายเป็นของแถมที่ไปโผล่อยู่ด้านล่างสุด จนบริษัทถึงกับประกาศบนเวทีว่า 'ยุคของ 10 ลิงก์สีน้ำเงินจบลงอย่างเป็นทางการแล้ว'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขนาดของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ AI Overviews มีผู้ใช้ต่อเดือนทะลุ 2.5 พันล้านคนไปแล้ว ส่วน AI Mode ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีก่อนก็มีผู้ใช้แตะ 1 พันล้านคนต่อเดือนเข้าไปแล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ไม่ใช่ทุกคนที่โอเคกับการให้ AI มาเป็นค่าเริ่มต้น และนี่คือเหตุผลที่หลายคนเริ่มย้ายไปหาเครื่องมือค้นหาทางเลือก Gabriel Weinberg ซีอีโอของ DuckDuckGo พูดถึงเรื่องนี้แบบตรง ๆ ว่า 'Google กำลังยัด AI ใส่ผู้ใช้แบบไม่มีทางเลือกให้ปฏิเสธ ผลลัพธ์ที่ได้เลยแย่ลง ไม่ได้ดีขึ้น' ด้าน Kamyl Bazbaz หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและนโยบายของบริษัทก็สรุปสั้น ๆ ว่า 'คนแค่ต้องการสิทธิ์ในการเลือก'&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;DuckDuckGo ไม่ได้ต้าน AI และไม่ได้มีแค่เจ้าเดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้จะชูจุดขายเรื่องการค้นหาไร้ AI แต่ต้องบอกให้ชัดว่า DuckDuckGo ไม่ใช่บริษัทที่ต่อต้าน AI บริษัทยังมีแชทบอต AI ของตัวเองที่เชื่อมต่อกับโมเดลยอดนิยมหลายตัว พร้อมแพ็กเกจแบบเสียเงินที่ให้เข้าถึงโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุด และเครื่องมืออื่น ๆ อย่างบริการ Virtual Private Network (VPN), บริการกู้คืนตัวตนเมื่อถูกขโมยข้อมูล ไปจนถึงบริการลบข้อมูลส่วนตัวออกจากเว็บ จุดต่างของ DuckDuckGo จึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI ทั้งหมด แต่เป็นการคืนสิทธิ์ให้ผู้ใช้เลือกเองว่าจะแตะ AI มากน้อยแค่ไหน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;DuckDuckGo ไม่ได้เป็นทางเลือกเดียวที่ได้อานิสงส์จากกระแสนี้ เครื่องมือค้นหาแบบเสียเงินอย่าง Kagi ก็เป็นอีกตัวที่คนพูดถึง โดย Kagi จะไม่แสดงข้อมูลจาก AI ให้เห็นเลยถ้าผู้ใช้ไม่ได้เลือกเปิดเอง คิดค่าบริการเดือนละ 5 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับจำนวนการค้นหาแบบจำกัด และ 10 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการค้นหาแบบไม่จำกัด ข้อดีของการเป็นบริการแบบเสียเงินคือไม่มีโฆษณา และไม่เก็บหรือขายข้อมูลผู้ใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ Extension ค้นหาไร้ AI ของ DuckDuckGo เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งบน Chrome และ Firefox ส่วนการเพิ่มปุ่มควบคุม AI ใน Extension ตัวเดิมอย่าง Privacy Essentials บน Edge และ Opera กำลังจะตามมาในเร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/06/01/duckduckgo-makes-its-no-ai-search-engine-easier-to-access-as-its-traffic-booms/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.businessinsider.com/duckduckgo-surge-google-ai-search-changes-2026-5" target="_blank"&gt;Business Insider&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.macrumors.com/2026/05/29/duckduckgo-no-ai-search/" target="_blank"&gt;MacRumors&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cnet.com/tech/services-and-software/duckduckgo-no-ai-search-chrome-firefox-browser-extensions/" target="_blank"&gt;CNET&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-01T23:09:11+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/southeast-asia-innovation-corridor-thailand-tech</id>
    <title>ส่องดูสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนามกำลังเร่งสร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี แล้วไทยอยู่จุดไหน?</title>
    <updated>2026-06-01T22:16:04+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;Techsauce ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเซสชัน The Southeast Asian Corridor: Mastering the Dual-Flow of Global Innovation ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกและทิศทางใหม่ของ Southeast Asia แล้ว ยังเป็นโอกาสให้ได้มองไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งสร้างอนาคตของตัวเอง และย้อนกลับมาตั้งคำถามกับประเทศไทยว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;เรากำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตนั้นมากน้อยเพียงใด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอดีต Southeast Asia มักถูกมองว่าเป็นเพียงตลาดเกิดใหม่หรือฐานการผลิตต้นทุนต่ำของโลก แต่ในปัจจุบัน บทบาทของภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780380368_IMG_1371.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Southeast Asia กำลังกลายเป็น &amp;ldquo;Corridor&amp;rdquo; หรือจุดเชื่อมต่อสำคัญของโลก ที่รองรับการไหลเวียนของนวัตกรรม เงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพสูงจากหลายภูมิภาคที่กำลังมองหาพื้นที่ที่มีเสถียรภาพและความเป็นกลาง ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็เริ่มพยายามสร้างความแข็งแรงและต่อยอดนวัตกรรมของตนเองไปสู่ตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความน่าสนใจของ Corridor แห่งนี้คือ แม้จะเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบ แต่ความซับซ้อนเหล่านี้กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องคิดในระดับภูมิภาคตั้งแต่วันแรก หรือ Think Regional from Day One ธุรกิจที่สามารถเติบโตท่ามกลางความแตกต่างเหล่านี้ได้ มักมีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในโลกยุคใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกมิติที่ไม่ควรมองข้ามคือการเรียนรู้จากตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ของโลก เรามักเห็นพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจใหม่เกิดขึ้นก่อน และค่อยๆ ถูกส่งต่อและปรับใช้ใน Southeast Asia ในช่วง 4&amp;ndash;5 ปีถัดมา การมองเห็นสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780380379_IMG_1369.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศใน Southeast Asia ไม่ได้รอให้อนาคตมาถึง แต่กำลังเร่งกำหนดบทบาทของตัวเองอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สิงคโปร์กำลังต่อยอดจากศูนย์กลางการเงินไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและ AI ของภูมิภาค ด้วยการดึงผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศมาลงทุนสร้าง Lab เป็นการพัฒนาระบบนิเวศน์ไปในตัว&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มาเลเซียกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบจากอุตสาหกรรม Semiconductor และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เวียดนามกำลังสร้างชื่อจากคนรุ่นใหม่ที่มีแรงขับเคลื่อนสูง พร้อมแข่งขันบนเวทีโลก และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีแห่งใหม่&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อินโดนีเซียใช้ขนาดตลาดภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าไปลงทุน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มมองเห็นจุดยืนของตัวเองในเศรษฐกิจยุคใหม่ และกำลังลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อมองไปข้างหน้า AI กำลังเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ Open Models ที่เปิดโอกาสให้ประเทศหรือองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาต่อยอด Fine-tune และสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะทางได้ โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในเกมเดียวกับมหาอำนาจเทคโนโลยีของโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึง AI หรือโฟกัสที่ AI users เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้โซลูชันที่พัฒนา มีโอกาสเติบโตจากโจทย์จริงไปพร้อมกัน (และต้องเป็นสิ่งที่เริ่มต้นได้เร็ว) เพราะนวัตกรรมจะพัฒนาได้ดีที่สุดเมื่อมีผู้ใช้งานจริง มีพื้นที่ให้ทดลอง และมีตลาดรองรับ การหมุนของวงจรเหล่านี้จะกลายเป็น Innovation Flywheel ที่ช่วยสร้างทั้งผู้ประกอบการ เทคโนโลยี บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากเวทีระดับอาเซียน มองกลับมาที่ไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780380402_IMG_1373.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่การพัฒนา Human Capital อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้าง AI Literacy ให้กับประชาชนในวงกว้าง ไปจนถึงการบ่มเพาะ AI Builders, Entrepreneurs และ Researchers ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจใหม่ได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกหนึ่งโอกาสไทยคือ การเป็น &amp;quot;ผู้เชื่อมต่ออัจฉริยะ&amp;quot; (Smart Integrator) โดยนำคลื่นนวัตกรรมและความรู้ที่ไหลผ่าน Corridor นี้ มาออกแบบเป็น Tailor-Targeted Solution เพื่อติดอาวุธให้แก่ Real Sector ที่เราแข็งแกร่งอยู่แล้ว การนำ AI มาประยุกต์ใช้เฉพาะทาง อาทิ Healthcare, Tourism, Food &amp;amp; Agriculture และ Creative Economy&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายสำคัญคือการผันตัวเองขึ้นมาเป็น &amp;quot;ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม&amp;quot; (Ecosystem Builder) ในอุตสาหกรรมเฉพาะทางเหล่านี้ เพื่อสร้างแต้มต่อที่ประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากทำได้สำเร็จ จะไม่เพียงเป็นผู้รับประโยชน์จากคลื่นการเปลี่ยนแปลง แต่สามารถต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ไหลเข้ามาให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนในทิศทางนี้จำเป็นต้องมี &lt;strong&gt;&amp;ldquo;ตัววัดความก้าวหน้า&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; ที่ชัดเจน อาทิ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;จำนวน AI Builders และ Innovators ที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจได้จริง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ระดับการพัฒนา, ดึงดูดและรักษา Talent คุณภาพสูงในระบบนิเวศ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จำนวนและคุณภาพของ Solution และ Intellectual Property ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความสามารถในการขยายผลของนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดระดับภูมิภาค (Regional Scalability)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;วันนี้หลายประเทศใน Southeast Asia กำลังลงทุนกับอนาคตของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งคน อุตสาหกรรมใหม่ และเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และยกระดับบทบาทของภูมิภาคบนเวทีโลกอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย ต้องยอมรับว่าในหลายช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่ผ่านมา เรา &amp;ldquo;ตกขบวน&amp;rdquo; คลื่นเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสำคัญมาหลายรอบ และยังปรับตัวเชิงโครงสร้างไม่ทันความเร็วของโลก ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันเริ่มถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเสี่ยงสำคัญคือ หากยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและการลงมืออย่างเร่งด่วน เราอาจไม่ได้เพียงเผชิญภาวะ &amp;ldquo;ตามหลัง&amp;rdquo; แต่กำลังเผชิญช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ขยายกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนในการไล่ตามสูงขึ้น และพื้นที่ในการปรับตำแหน่งทางเศรษฐกิจท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/southeast-asia-innovation-corridor-thailand-tech"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;Techsauce ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเซสชัน The Southeast Asian Corridor: Mastering the Dual-Flow of Global Innovation ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกและทิศทางใหม่ของ Southeast Asia แล้ว ยังเป็นโอกาสให้ได้มองไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งสร้างอนาคตของตัวเอง และย้อนกลับมาตั้งคำถามกับประเทศไทยว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;เรากำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตนั้นมากน้อยเพียงใด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอดีต Southeast Asia มักถูกมองว่าเป็นเพียงตลาดเกิดใหม่หรือฐานการผลิตต้นทุนต่ำของโลก แต่ในปัจจุบัน บทบาทของภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780380368_IMG_1371.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Southeast Asia กำลังกลายเป็น &amp;ldquo;Corridor&amp;rdquo; หรือจุดเชื่อมต่อสำคัญของโลก ที่รองรับการไหลเวียนของนวัตกรรม เงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพสูงจากหลายภูมิภาคที่กำลังมองหาพื้นที่ที่มีเสถียรภาพและความเป็นกลาง ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็เริ่มพยายามสร้างความแข็งแรงและต่อยอดนวัตกรรมของตนเองไปสู่ตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความน่าสนใจของ Corridor แห่งนี้คือ แม้จะเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบ แต่ความซับซ้อนเหล่านี้กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องคิดในระดับภูมิภาคตั้งแต่วันแรก หรือ Think Regional from Day One ธุรกิจที่สามารถเติบโตท่ามกลางความแตกต่างเหล่านี้ได้ มักมีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในโลกยุคใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกมิติที่ไม่ควรมองข้ามคือการเรียนรู้จากตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ของโลก เรามักเห็นพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจใหม่เกิดขึ้นก่อน และค่อยๆ ถูกส่งต่อและปรับใช้ใน Southeast Asia ในช่วง 4&amp;ndash;5 ปีถัดมา การมองเห็นสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780380379_IMG_1369.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศใน Southeast Asia ไม่ได้รอให้อนาคตมาถึง แต่กำลังเร่งกำหนดบทบาทของตัวเองอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สิงคโปร์กำลังต่อยอดจากศูนย์กลางการเงินไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและ AI ของภูมิภาค ด้วยการดึงผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศมาลงทุนสร้าง Lab เป็นการพัฒนาระบบนิเวศน์ไปในตัว&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มาเลเซียกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบจากอุตสาหกรรม Semiconductor และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เวียดนามกำลังสร้างชื่อจากคนรุ่นใหม่ที่มีแรงขับเคลื่อนสูง พร้อมแข่งขันบนเวทีโลก และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีแห่งใหม่&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อินโดนีเซียใช้ขนาดตลาดภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าไปลงทุน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มมองเห็นจุดยืนของตัวเองในเศรษฐกิจยุคใหม่ และกำลังลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อมองไปข้างหน้า AI กำลังเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ Open Models ที่เปิดโอกาสให้ประเทศหรือองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาต่อยอด Fine-tune และสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะทางได้ โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในเกมเดียวกับมหาอำนาจเทคโนโลยีของโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึง AI หรือโฟกัสที่ AI users เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้โซลูชันที่พัฒนา มีโอกาสเติบโตจากโจทย์จริงไปพร้อมกัน (และต้องเป็นสิ่งที่เริ่มต้นได้เร็ว) เพราะนวัตกรรมจะพัฒนาได้ดีที่สุดเมื่อมีผู้ใช้งานจริง มีพื้นที่ให้ทดลอง และมีตลาดรองรับ การหมุนของวงจรเหล่านี้จะกลายเป็น Innovation Flywheel ที่ช่วยสร้างทั้งผู้ประกอบการ เทคโนโลยี บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากเวทีระดับอาเซียน มองกลับมาที่ไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780380402_IMG_1373.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่การพัฒนา Human Capital อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้าง AI Literacy ให้กับประชาชนในวงกว้าง ไปจนถึงการบ่มเพาะ AI Builders, Entrepreneurs และ Researchers ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจใหม่ได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกหนึ่งโอกาสไทยคือ การเป็น &amp;quot;ผู้เชื่อมต่ออัจฉริยะ&amp;quot; (Smart Integrator) โดยนำคลื่นนวัตกรรมและความรู้ที่ไหลผ่าน Corridor นี้ มาออกแบบเป็น Tailor-Targeted Solution เพื่อติดอาวุธให้แก่ Real Sector ที่เราแข็งแกร่งอยู่แล้ว การนำ AI มาประยุกต์ใช้เฉพาะทาง อาทิ Healthcare, Tourism, Food &amp;amp; Agriculture และ Creative Economy&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายสำคัญคือการผันตัวเองขึ้นมาเป็น &amp;quot;ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม&amp;quot; (Ecosystem Builder) ในอุตสาหกรรมเฉพาะทางเหล่านี้ เพื่อสร้างแต้มต่อที่ประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากทำได้สำเร็จ จะไม่เพียงเป็นผู้รับประโยชน์จากคลื่นการเปลี่ยนแปลง แต่สามารถต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ไหลเข้ามาให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนในทิศทางนี้จำเป็นต้องมี &lt;strong&gt;&amp;ldquo;ตัววัดความก้าวหน้า&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; ที่ชัดเจน อาทิ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;จำนวน AI Builders และ Innovators ที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจได้จริง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ระดับการพัฒนา, ดึงดูดและรักษา Talent คุณภาพสูงในระบบนิเวศ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จำนวนและคุณภาพของ Solution และ Intellectual Property ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความสามารถในการขยายผลของนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดระดับภูมิภาค (Regional Scalability)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;วันนี้หลายประเทศใน Southeast Asia กำลังลงทุนกับอนาคตของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งคน อุตสาหกรรมใหม่ และเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และยกระดับบทบาทของภูมิภาคบนเวทีโลกอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย ต้องยอมรับว่าในหลายช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่ผ่านมา เรา &amp;ldquo;ตกขบวน&amp;rdquo; คลื่นเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสำคัญมาหลายรอบ และยังปรับตัวเชิงโครงสร้างไม่ทันความเร็วของโลก ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันเริ่มถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเสี่ยงสำคัญคือ หากยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและการลงมืออย่างเร่งด่วน เราอาจไม่ได้เพียงเผชิญภาวะ &amp;ldquo;ตามหลัง&amp;rdquo; แต่กำลังเผชิญช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ขยายกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนในการไล่ตามสูงขึ้น และพื้นที่ในการปรับตำแหน่งทางเศรษฐกิจท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-01T22:16:04+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/nvidia-rtx-spark-ai-pc-computex-2026</id>
    <title>NVIDIA เปิดตัว RTX Spark ชิป AI พลังระดับดาต้าเซ็นเตอร์ ซูเปอร์ชิปที่รวม GPU Blackwell CPU Grace ไว้</title>
    <updated>2026-06-01T21:52:15+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780379117_RTX_Spark_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Jensen Huang ในเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำตัวเก่ง เดินขึ้นเวที GTC Taipei ที่จัดคู่ขนานไปกับงาน Computex 2026 ในกรุงไทเปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน แล้วประกาศว่า NVIDIA กำลังจะ &lt;strong&gt;'คิดค้นพีซีขึ้นมาใหม่อีกครั้งในรอบ 40 ปี'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ด้วยชิปตัวใหม่ที่ชื่อ RTX Spark ซึ่งยกความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับที่เคยอยู่แต่ในดาต้าเซ็นเตอร์ ลงมาไว้ในโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปเครื่องเล็กได้โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การโดดลงมาเล่นตลาดพีซีเต็มตัวครั้งนี้ทำให้ NVIDIA เปิดศึกกับเจ้าตลาดชิปคอมพิวเตอร์อย่าง Advanced Micro Devices (AMD), Intel และ Apple แบบตรงหน้า จุดขายที่ NVIDIA ชูขึ้นมาคือการรันเอเจนต์ AI (AI Agent) ที่ทำงานแทนเราแบบอัตโนมัติได้บนเครื่องของผู้ใช้เอง ไม่ต้องส่งงานทุกอย่างขึ้นไปประมวลผลบนคลาวด์เหมือนที่ผ่านมา และตัวเครื่องที่ใช้ชิปนี้จะเริ่มวางขายจริงในช่วงปลายปีนี้ผ่านแบรนด์คอมพิวเตอร์ชั้นนำหลายเจ้า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ชิปเดียวที่รวมร่าง GPU กับ CPU ไว้ด้วยกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถ้าจะเรียกให้ถูกตามที่ NVIDIA นิยามเอง RTX Spark ไม่ใช่ชิปธรรมดา แต่เป็น &lt;strong&gt;'ซูเปอร์ชิป' (Superchip)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่หลอมเอาทั้งการ์ดจอและหน่วยประมวลผลมาไว้ในตัวเดียว ฝั่งกราฟิกใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก Graphics Processing Unit (GPU) สถาปัตยกรรม Blackwell ที่อัด CUDA Cores ไว้ถึง 6,144 คอร์ พ่วงด้วย Tensor Cores รุ่นที่ห้าซึ่งรองรับการคำนวณความแม่นยำระดับ FP4 (ตัวเลขทศนิยมแบบ 4 บิต) รีดพลังประมวลผล AI ออกมาได้แตะระดับ 1 เพตาฟลอป (Petaflop)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนสมองที่คอยสั่งงานทั่วไปเป็นหน่วยประมวลผลกลาง Central Processing Unit (CPU) ตระกูล NVIDIA Grace แบบ 20 คอร์ ที่เชื่อมเข้าหากันกับ GPU ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อความเร็วสูง NVLink-C2C ทั้งหมดนี้มาพร้อมหน่วยความจำรวม (Unified Memory) ขนาด 128GB ผลิตบนกระบวนการ 3 นาโนเมตรของ TSMC โรงงานผลิตชิปรายใหญ่จากไต้หวัน และยัดทรานซิสเตอร์ไว้มากถึง 7 หมื่นล้านตัว NVIDIA บอกว่าชิปตัวนี้คือการนำสิ่งที่บริษัทสั่งสมมาตลอด 30 ปี ทั้ง CUDA, RTX, Deep Learning Super Sampling (DLSS), TensorRT, OptiX, Reflex และ G-SYNC มารวมไว้ในที่เดียว แล้วยัดลงโน้ตบุ๊กบางเบาที่ใช้แบตได้ทั้งวัน รวมถึงเดสก์ท็อปจิ๋วที่กินไฟต่ำ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จับมือ Microsoft เปลี่ยนพีซีจากเครื่องมือให้กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;RTX Spark ไม่ได้โผล่ขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นผลพวงจากการที่ NVIDIA กับ Microsoft ซุ่มทำงานด้วยกันมาสามปีเต็มเพื่อ 'คิดค้นพีซีขึ้นมาใหม่' ให้เข้ากับยุค AI โดยมาพร้อมแพลตฟอร์ม Windows ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเอเจนต์โดยเฉพาะ แนวคิดที่ Huang วาดไว้บนเวทีคือการพลิกวิธีที่เราใช้คอมพิวเตอร์ไปจากเดิม จากที่ตลอด 40 ปีเราต้องเปิดแอป คลิก แล้วพิมพ์เอง ต่อไปเราจะแค่ 'บอกความต้องการ แล้วปล่อยให้พีซีจัดการงานให้เองทั้งหมด'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของเรื่องนี้คือการให้เอเจนต์ AI ทำงานบนเครื่องได้โดยตรง ไม่ต้องวิ่งขึ้นคลาวด์ตลอดเวลา ซึ่งเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ของ NVIDIA เอง หลังจากครองตลาดชิปสำหรับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'เทรนโมเดล AI'&lt;/strong&gt; มาแบบเบ็ดเสร็จ คราวนี้บริษัทกำลังไล่จับดีมานด์อีกก้อนที่กำลังจะโตระเบิด นั่นคือชิปสำหรับงานอินเฟอเรนซ์ (Inference) หรือการประมวลผลเพื่อตอบคำถามผู้ใช้และขับเคลื่อนเอเจนต์ให้ลงมือทำงานประจำวันแทนคน บรรดานักวิเคราะห์ในวงการมองว่าชิปตัวนี้จะเปลี่ยนวิธีที่คนทั่วไปมีปฏิสัมพันธ์กับ AI ไปเลย เพราะมันถูกออกแบบมาให้รันเอเจนต์อัตโนมัติได้บนเครื่องของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เบื้องหลังคือ MediaTek ผู้ช่วยให้ NVIDIA ทำชิปพีซีได้จริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ชื่อ NVIDIA จะเป็นพระเอกบนเวที แต่คนที่อยู่เบื้องหลังให้ฝันนี้เป็นจริงคือ MediaTek จากไต้หวัน ที่เข้ามาช่วยออกแบบ CPU แบบสถาปัตยกรรม Arm ที่อยู่ในตัวชิป งานนี้ไม่ใช่แค่การทำชิปเพิ่มอีกตัว แต่เป็นการรวมตัวกันของพันธมิตรหน้าใหม่รอบ ๆ พีซีสาย Windows ที่ NVIDIA อยากดึงความได้เปรียบด้าน AI จากฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์ลงมาถึงโต๊ะทำงาน ขณะที่ Microsoft อยากให้ Windows เป็นบ้านที่เป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับเอเจนต์ส่วนตัว ส่วน MediaTek เองก็อยากพิสูจน์ตัวเองในตลาดพีซีระดับพรีเมียม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;MediaTek อธิบายผ่านหน้าผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่า จุดที่บริษัทลงแรงคือการออกแบบ CPU ที่กินไฟต่ำแต่ตอบสนองไว และการพัฒนาตัวควบคุมหน่วยความจำ (Memory Controller) เฉพาะทางที่รองรับ Unified Memory ความเร็วสูงได้ถึง 128GB ซึ่งเป็นแบนด์วิดท์มหาศาลที่งาน AI บนเครื่อง (Edge AI) ต้องการ จุดแข็งที่สองบริษัทเอามารวมกันคือประสบการณ์ที่ MediaTek เคยทำระบบในรถยนต์อัจฉริยะและการสเกลงานในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มาก่อน ผสมกับแพลตฟอร์ม AI แบบครบสแตกของ NVIDIA จนกลายเป็นพีซีสายพันธุ์ใหม่ที่อัดความสามารถด้านเอเจนต์ การสร้างคอนเทนต์ และการเล่นเกมไว้ในตัวเครื่องบางเบาเครื่องเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ไม่ใช่แค่พีซี Vera CPU เปิดตลาดใหม่มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Huang ทุ่มเวลาส่วนใหญ่ของคีย์โน้ตไปกับการบุกตลาดพีซีและ CPU ซึ่งไม่ได้จบแค่เครื่องผู้บริโภค เพราะอีกหมากสำคัญคือ Vera หน่วยประมวลผลกลางสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรกที่ NVIDIA ทำออกมาขายแบบยืนเดี่ยว และจะเข้าไปชนกับ Xeon ของ Intel, Epyc ของ AMD รวมถึงชิป Graviton ที่ Amazon พัฒนาเองโดยตรง โดย Huang เคยบอกในงานแถลงผลประกอบการเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า Vera เปิดประตูให้ NVIDIA เข้าถึงตลาดใหม่มูลค่าราว 2 แสนล้านดอลลาร์ และจะกลาย&lt;strong&gt;เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตก้อนใหม่ก้อนใหญ่ของบริษัท&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือกลุ่มลูกค้ารายแรก ๆ ที่หยิบ Vera ไปใช้ ล้วนเป็นชื่อระดับท็อปของวงการ AI ทั้ง OpenAI, Anthropic และ SpaceX ตามรายงานของ Bloomberg ซึ่งสะท้อนว่า NVIDIA ไม่ได้มองแค่การขายการ์ดจอเร่งความเร็วอีกต่อไป แต่กำลังขยับตัวให้ทันเทรนด์ที่งาน AI กำลังเลื่อนน้ำหนักจากการเทรนโมเดลไปสู่การรันโมเดลและบริการต่อยอด ซึ่งเป็นช่วงที่ CPU แบบทั่วไปกลับมามีบทบาทมากขึ้น Huang ถึงกับนิยามว่า Vera คือ 'ซีพียูที่สร้างมาเพื่อยุคของเอเจนต์โดยเฉพาะ' และเมื่อถูกถามว่าตัวเลขตลาด 2 แสนล้านดอลลาร์รวมจีนเข้าไปด้วยไหม เขาตอบสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวที่ไทเปว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ก็น่าจะรวมนะ'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ตามที่ CNBC รายงาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;วางโรดแมปยาวถึงปี 2030&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้พันธมิตรผู้ผลิตคอมพิวเตอร์กล้าทุ่มลงเรือลำนี้ด้วย คือการที่ Huang ไม่ได้โชว์แค่ชิปรุ่นแรก แต่กางโรดแมปยาวให้เห็นเลยว่า RTX Spark จะมีรุ่นต่อไปแน่ ๆ ตามรายงานของ Tom's Hardware รุ่นแรกที่เปิดตัวคือ Grace Blackwell RTX Spark จากนั้นจะตามมาด้วยรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม Vera Rubin ในปี 2028 และ Rosa Feynman ในปี 2030 พร้อมคำมั่นว่าทุกเจเนอเรชันของแพลตฟอร์มในอนาคตจะต้องมีชิปสาย Spark อยู่ด้วยเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากเครื่องสายประหยัดพลังงานแล้ว NVIDIA ยังเตรียมทำเดสก์ท็อประดับไฮเอนด์อย่าง DGX Station เวอร์ชันที่รองรับ Windows on Arm ด้วย โดยตัวนี้สร้างบนซูเปอร์ชิป GB300 ที่จับ Grace CPU 72 คอร์มาคู่กับ GPU Blackwell Ultra รีดพลังประมวลผลได้ระดับ 15 เพตาฟลอป เห็นได้ชัดว่า NVIDIA ตั้งใจปูทางครอบตลาดตั้งแต่โน้ตบุ๊กบางเบาไปจนถึงเวิร์กสเตชันสายโหด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หุ้นขยับแรงทันทีหลังประกาศ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตลาดตอบรับข่าวนี้แบบเห็นผลทันตา หุ้น NVIDIA ดีดขึ้น 4% ส่วนคู่แข่งในตลาดชิปพีซีโดนเทขายยกแผง ทั้ง AMD, Intel และ Qualcomm ร่วงลงระหว่าง 4.9% ถึง 8.5% ฝั่ง Apple ขยับลงเล็กน้อย 0.8% ขณะที่ Microsoft บวก 2.7% ส่วนผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่ได้อานิสงส์ตรง ๆ อย่าง HP และ Dell ต่างพุ่งขึ้นเกิน 7% และ Lenovo ปิดตลาดฮ่องกงบวกไปกว่า 5%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Neil Shah ผู้ร่วมก่อตั้ง Counterpoint Research มองว่า RTX Spark จะพลิกพีซีที่เคยยึดติดกับการเปิดแอปทีละตัว ให้กลายเป็นเครื่องที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์อย่างแท้จริง และจะกลายเป็นเครื่องประจำบ้านทุกหลังในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อเอเจนต์ AI ส่วนตัวบนเครื่องกลายเป็นเรื่องสำคัญ เขาถึงกับเปรียบว่านี่คือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ช่วงเวลาแห่ง RTX Spark'&lt;/strong&gt; ของวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เหมือนกับที่ iPhone, ChatGPT หรือ DeepSeek เคยเป็นจุดเปลี่ยนมาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เสียงจากฝั่งคู่แข่งก็ไปในทางเดียวกัน Cristiano Amon ซีอีโอของ Qualcomm ที่ขึ้นพูดก่อนงาน Computex เช่นกัน นิยามปี 2026 ว่าเป็น 'ปีแห่งเอเจนต์' และบอกว่าการที่ AI ขยับไปสู่แบบเอเจนต์ทำให้การประมวลผลบนเครื่องเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอุปกรณ์ที่เราใช้กันทุกวันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรอรับคำสั่งจากคน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เอเจนต์ทำงานเองตลอดเวลา ถึงอย่างนั้น กระแสตอบรับของพีซีสาย AI ที่ผ่านมายังก้ำกึ่ง โดย HP รายงานว่าอุปกรณ์กลุ่มนี้ช่วยพยุงยอดขายไตรมาสล่าสุดได้ แต่ Dell กลับบอกตั้งแต่ต้นปีว่าดีมานด์ยังไม่แรงเท่าที่คาดไว้ตอนแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780379434_RTX_Spark_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ใครได้ใช้ก่อน และเมื่อไหร่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;RTX Spark จะเริ่มลงเครื่องจริงในช่วงปลายปีนี้ ทั้งในรูปแบบโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปเครื่องเล็กจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง ASUS, Dell, HP, Lenovo, Microsoft Surface และ MSI โดยมี Acer และ GIGABYTE เตรียมตามมาในลำดับถัดไป ฝั่งซอฟต์แวร์ก็ขนกันมารองรับแน่น มีผู้พัฒนาบน Windows กว่า 100 ราย เช่น Adobe, Blackmagic Design, Blender, CapCut, ComfyUI และ OTOY รวมถึงค่ายเกมอย่าง KRAFTON, NetEase, Remedy Entertainment, Riot Games และ XBOX ที่เข้ามาเล่นกับแพลตฟอร์มนี้ บนฐานเกมและแอปที่รองรับ RTX อยู่แล้วกว่า 1,000 รายการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;NVIDIA ยังเสริมของเล่นใหม่มาพร้อมกัน ทั้ง DLSS เวอร์ชัน 4.5 ที่ใช้โมเดล Transformer รุ่นที่สองมายกระดับคุณภาพภาพในเกมที่ใช้เทคนิค Ray Tracing และฟีเจอร์ RTX Video ที่เพิ่มเฟรมเรตวิดีโอได้ถึง 4 เท่าแบบเรียลไทม์ พร้อมการปรับจูนสำหรับงานอินเฟอเรนซ์ที่ NVIDIA เคลมว่าเร็วขึ้น 2 เท่าบน llama.cpp และ 2.6 เท่าบน vLLM&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ RTX Spark ยังอยู่ในสถานะเปิดตัวและยังไม่วางขาย โดยต้องรอดูของจริงตอนเครื่องเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ ว่าจะทำได้ตามที่โชว์บนเวทีหรือไม่ ทั้งเรื่องการจัดการความร้อน อายุแบตเตอรี่ และความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์บน Windows สาย Arm ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังต้องพิสูจน์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://www.reuters.com/world/china/nvidia-ceo-kick-off-dominate-computex-gathering-taipei-2026-05-31/?utm_medium=Social&amp;amp;utm_source=Facebook" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://nvidianews.nvidia.com/news/nvidia-microsoft-windows-pcs-agents-rtx-spark" target="_blank"&gt;NVIDIA Newsroom&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.nvidia.com/en-us/geforce/news/computex-2026-nvidia-geforce-rtx-announcements/" target="_blank"&gt;NVIDIA GeForce&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.mediatek.com/products/personal-computing/nvidia-rtx-spark" target="_blank"&gt;MediaTek&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-unveils-dgx-sparrk-roadmap-for-laptops-and-desktop-pcs-at-computex-2026-three-generations-outlined-rubin-followed-by-rosa-feynman" target="_blank"&gt;Tom's Hardware&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cnbc.com/2026/05/23/nvidia-forecast-for-200-billion-cpu-market-includes-china.html" target="_blank"&gt;CNBC&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/technology/articles/nvidia-says-anthropic-openai-among-041102143.html" target="_blank"&gt;Yahoo Finance&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/nvidia-rtx-spark-ai-pc-computex-2026"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780379117_RTX_Spark_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Jensen Huang ในเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำตัวเก่ง เดินขึ้นเวที GTC Taipei ที่จัดคู่ขนานไปกับงาน Computex 2026 ในกรุงไทเปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน แล้วประกาศว่า NVIDIA กำลังจะ &lt;strong&gt;'คิดค้นพีซีขึ้นมาใหม่อีกครั้งในรอบ 40 ปี'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ด้วยชิปตัวใหม่ที่ชื่อ RTX Spark ซึ่งยกความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับที่เคยอยู่แต่ในดาต้าเซ็นเตอร์ ลงมาไว้ในโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปเครื่องเล็กได้โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การโดดลงมาเล่นตลาดพีซีเต็มตัวครั้งนี้ทำให้ NVIDIA เปิดศึกกับเจ้าตลาดชิปคอมพิวเตอร์อย่าง Advanced Micro Devices (AMD), Intel และ Apple แบบตรงหน้า จุดขายที่ NVIDIA ชูขึ้นมาคือการรันเอเจนต์ AI (AI Agent) ที่ทำงานแทนเราแบบอัตโนมัติได้บนเครื่องของผู้ใช้เอง ไม่ต้องส่งงานทุกอย่างขึ้นไปประมวลผลบนคลาวด์เหมือนที่ผ่านมา และตัวเครื่องที่ใช้ชิปนี้จะเริ่มวางขายจริงในช่วงปลายปีนี้ผ่านแบรนด์คอมพิวเตอร์ชั้นนำหลายเจ้า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ชิปเดียวที่รวมร่าง GPU กับ CPU ไว้ด้วยกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถ้าจะเรียกให้ถูกตามที่ NVIDIA นิยามเอง RTX Spark ไม่ใช่ชิปธรรมดา แต่เป็น &lt;strong&gt;'ซูเปอร์ชิป' (Superchip)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่หลอมเอาทั้งการ์ดจอและหน่วยประมวลผลมาไว้ในตัวเดียว ฝั่งกราฟิกใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก Graphics Processing Unit (GPU) สถาปัตยกรรม Blackwell ที่อัด CUDA Cores ไว้ถึง 6,144 คอร์ พ่วงด้วย Tensor Cores รุ่นที่ห้าซึ่งรองรับการคำนวณความแม่นยำระดับ FP4 (ตัวเลขทศนิยมแบบ 4 บิต) รีดพลังประมวลผล AI ออกมาได้แตะระดับ 1 เพตาฟลอป (Petaflop)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนสมองที่คอยสั่งงานทั่วไปเป็นหน่วยประมวลผลกลาง Central Processing Unit (CPU) ตระกูล NVIDIA Grace แบบ 20 คอร์ ที่เชื่อมเข้าหากันกับ GPU ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อความเร็วสูง NVLink-C2C ทั้งหมดนี้มาพร้อมหน่วยความจำรวม (Unified Memory) ขนาด 128GB ผลิตบนกระบวนการ 3 นาโนเมตรของ TSMC โรงงานผลิตชิปรายใหญ่จากไต้หวัน และยัดทรานซิสเตอร์ไว้มากถึง 7 หมื่นล้านตัว NVIDIA บอกว่าชิปตัวนี้คือการนำสิ่งที่บริษัทสั่งสมมาตลอด 30 ปี ทั้ง CUDA, RTX, Deep Learning Super Sampling (DLSS), TensorRT, OptiX, Reflex และ G-SYNC มารวมไว้ในที่เดียว แล้วยัดลงโน้ตบุ๊กบางเบาที่ใช้แบตได้ทั้งวัน รวมถึงเดสก์ท็อปจิ๋วที่กินไฟต่ำ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จับมือ Microsoft เปลี่ยนพีซีจากเครื่องมือให้กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;RTX Spark ไม่ได้โผล่ขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นผลพวงจากการที่ NVIDIA กับ Microsoft ซุ่มทำงานด้วยกันมาสามปีเต็มเพื่อ 'คิดค้นพีซีขึ้นมาใหม่' ให้เข้ากับยุค AI โดยมาพร้อมแพลตฟอร์ม Windows ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเอเจนต์โดยเฉพาะ แนวคิดที่ Huang วาดไว้บนเวทีคือการพลิกวิธีที่เราใช้คอมพิวเตอร์ไปจากเดิม จากที่ตลอด 40 ปีเราต้องเปิดแอป คลิก แล้วพิมพ์เอง ต่อไปเราจะแค่ 'บอกความต้องการ แล้วปล่อยให้พีซีจัดการงานให้เองทั้งหมด'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของเรื่องนี้คือการให้เอเจนต์ AI ทำงานบนเครื่องได้โดยตรง ไม่ต้องวิ่งขึ้นคลาวด์ตลอดเวลา ซึ่งเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ของ NVIDIA เอง หลังจากครองตลาดชิปสำหรับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'เทรนโมเดล AI'&lt;/strong&gt; มาแบบเบ็ดเสร็จ คราวนี้บริษัทกำลังไล่จับดีมานด์อีกก้อนที่กำลังจะโตระเบิด นั่นคือชิปสำหรับงานอินเฟอเรนซ์ (Inference) หรือการประมวลผลเพื่อตอบคำถามผู้ใช้และขับเคลื่อนเอเจนต์ให้ลงมือทำงานประจำวันแทนคน บรรดานักวิเคราะห์ในวงการมองว่าชิปตัวนี้จะเปลี่ยนวิธีที่คนทั่วไปมีปฏิสัมพันธ์กับ AI ไปเลย เพราะมันถูกออกแบบมาให้รันเอเจนต์อัตโนมัติได้บนเครื่องของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เบื้องหลังคือ MediaTek ผู้ช่วยให้ NVIDIA ทำชิปพีซีได้จริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ชื่อ NVIDIA จะเป็นพระเอกบนเวที แต่คนที่อยู่เบื้องหลังให้ฝันนี้เป็นจริงคือ MediaTek จากไต้หวัน ที่เข้ามาช่วยออกแบบ CPU แบบสถาปัตยกรรม Arm ที่อยู่ในตัวชิป งานนี้ไม่ใช่แค่การทำชิปเพิ่มอีกตัว แต่เป็นการรวมตัวกันของพันธมิตรหน้าใหม่รอบ ๆ พีซีสาย Windows ที่ NVIDIA อยากดึงความได้เปรียบด้าน AI จากฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์ลงมาถึงโต๊ะทำงาน ขณะที่ Microsoft อยากให้ Windows เป็นบ้านที่เป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับเอเจนต์ส่วนตัว ส่วน MediaTek เองก็อยากพิสูจน์ตัวเองในตลาดพีซีระดับพรีเมียม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;MediaTek อธิบายผ่านหน้าผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่า จุดที่บริษัทลงแรงคือการออกแบบ CPU ที่กินไฟต่ำแต่ตอบสนองไว และการพัฒนาตัวควบคุมหน่วยความจำ (Memory Controller) เฉพาะทางที่รองรับ Unified Memory ความเร็วสูงได้ถึง 128GB ซึ่งเป็นแบนด์วิดท์มหาศาลที่งาน AI บนเครื่อง (Edge AI) ต้องการ จุดแข็งที่สองบริษัทเอามารวมกันคือประสบการณ์ที่ MediaTek เคยทำระบบในรถยนต์อัจฉริยะและการสเกลงานในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มาก่อน ผสมกับแพลตฟอร์ม AI แบบครบสแตกของ NVIDIA จนกลายเป็นพีซีสายพันธุ์ใหม่ที่อัดความสามารถด้านเอเจนต์ การสร้างคอนเทนต์ และการเล่นเกมไว้ในตัวเครื่องบางเบาเครื่องเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ไม่ใช่แค่พีซี Vera CPU เปิดตลาดใหม่มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Huang ทุ่มเวลาส่วนใหญ่ของคีย์โน้ตไปกับการบุกตลาดพีซีและ CPU ซึ่งไม่ได้จบแค่เครื่องผู้บริโภค เพราะอีกหมากสำคัญคือ Vera หน่วยประมวลผลกลางสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรกที่ NVIDIA ทำออกมาขายแบบยืนเดี่ยว และจะเข้าไปชนกับ Xeon ของ Intel, Epyc ของ AMD รวมถึงชิป Graviton ที่ Amazon พัฒนาเองโดยตรง โดย Huang เคยบอกในงานแถลงผลประกอบการเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า Vera เปิดประตูให้ NVIDIA เข้าถึงตลาดใหม่มูลค่าราว 2 แสนล้านดอลลาร์ และจะกลาย&lt;strong&gt;เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตก้อนใหม่ก้อนใหญ่ของบริษัท&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือกลุ่มลูกค้ารายแรก ๆ ที่หยิบ Vera ไปใช้ ล้วนเป็นชื่อระดับท็อปของวงการ AI ทั้ง OpenAI, Anthropic และ SpaceX ตามรายงานของ Bloomberg ซึ่งสะท้อนว่า NVIDIA ไม่ได้มองแค่การขายการ์ดจอเร่งความเร็วอีกต่อไป แต่กำลังขยับตัวให้ทันเทรนด์ที่งาน AI กำลังเลื่อนน้ำหนักจากการเทรนโมเดลไปสู่การรันโมเดลและบริการต่อยอด ซึ่งเป็นช่วงที่ CPU แบบทั่วไปกลับมามีบทบาทมากขึ้น Huang ถึงกับนิยามว่า Vera คือ 'ซีพียูที่สร้างมาเพื่อยุคของเอเจนต์โดยเฉพาะ' และเมื่อถูกถามว่าตัวเลขตลาด 2 แสนล้านดอลลาร์รวมจีนเข้าไปด้วยไหม เขาตอบสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวที่ไทเปว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ก็น่าจะรวมนะ'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ตามที่ CNBC รายงาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;วางโรดแมปยาวถึงปี 2030&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้พันธมิตรผู้ผลิตคอมพิวเตอร์กล้าทุ่มลงเรือลำนี้ด้วย คือการที่ Huang ไม่ได้โชว์แค่ชิปรุ่นแรก แต่กางโรดแมปยาวให้เห็นเลยว่า RTX Spark จะมีรุ่นต่อไปแน่ ๆ ตามรายงานของ Tom's Hardware รุ่นแรกที่เปิดตัวคือ Grace Blackwell RTX Spark จากนั้นจะตามมาด้วยรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม Vera Rubin ในปี 2028 และ Rosa Feynman ในปี 2030 พร้อมคำมั่นว่าทุกเจเนอเรชันของแพลตฟอร์มในอนาคตจะต้องมีชิปสาย Spark อยู่ด้วยเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากเครื่องสายประหยัดพลังงานแล้ว NVIDIA ยังเตรียมทำเดสก์ท็อประดับไฮเอนด์อย่าง DGX Station เวอร์ชันที่รองรับ Windows on Arm ด้วย โดยตัวนี้สร้างบนซูเปอร์ชิป GB300 ที่จับ Grace CPU 72 คอร์มาคู่กับ GPU Blackwell Ultra รีดพลังประมวลผลได้ระดับ 15 เพตาฟลอป เห็นได้ชัดว่า NVIDIA ตั้งใจปูทางครอบตลาดตั้งแต่โน้ตบุ๊กบางเบาไปจนถึงเวิร์กสเตชันสายโหด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หุ้นขยับแรงทันทีหลังประกาศ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตลาดตอบรับข่าวนี้แบบเห็นผลทันตา หุ้น NVIDIA ดีดขึ้น 4% ส่วนคู่แข่งในตลาดชิปพีซีโดนเทขายยกแผง ทั้ง AMD, Intel และ Qualcomm ร่วงลงระหว่าง 4.9% ถึง 8.5% ฝั่ง Apple ขยับลงเล็กน้อย 0.8% ขณะที่ Microsoft บวก 2.7% ส่วนผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่ได้อานิสงส์ตรง ๆ อย่าง HP และ Dell ต่างพุ่งขึ้นเกิน 7% และ Lenovo ปิดตลาดฮ่องกงบวกไปกว่า 5%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Neil Shah ผู้ร่วมก่อตั้ง Counterpoint Research มองว่า RTX Spark จะพลิกพีซีที่เคยยึดติดกับการเปิดแอปทีละตัว ให้กลายเป็นเครื่องที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์อย่างแท้จริง และจะกลายเป็นเครื่องประจำบ้านทุกหลังในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อเอเจนต์ AI ส่วนตัวบนเครื่องกลายเป็นเรื่องสำคัญ เขาถึงกับเปรียบว่านี่คือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ช่วงเวลาแห่ง RTX Spark'&lt;/strong&gt; ของวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เหมือนกับที่ iPhone, ChatGPT หรือ DeepSeek เคยเป็นจุดเปลี่ยนมาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เสียงจากฝั่งคู่แข่งก็ไปในทางเดียวกัน Cristiano Amon ซีอีโอของ Qualcomm ที่ขึ้นพูดก่อนงาน Computex เช่นกัน นิยามปี 2026 ว่าเป็น 'ปีแห่งเอเจนต์' และบอกว่าการที่ AI ขยับไปสู่แบบเอเจนต์ทำให้การประมวลผลบนเครื่องเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอุปกรณ์ที่เราใช้กันทุกวันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรอรับคำสั่งจากคน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เอเจนต์ทำงานเองตลอดเวลา ถึงอย่างนั้น กระแสตอบรับของพีซีสาย AI ที่ผ่านมายังก้ำกึ่ง โดย HP รายงานว่าอุปกรณ์กลุ่มนี้ช่วยพยุงยอดขายไตรมาสล่าสุดได้ แต่ Dell กลับบอกตั้งแต่ต้นปีว่าดีมานด์ยังไม่แรงเท่าที่คาดไว้ตอนแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780379434_RTX_Spark_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ใครได้ใช้ก่อน และเมื่อไหร่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;RTX Spark จะเริ่มลงเครื่องจริงในช่วงปลายปีนี้ ทั้งในรูปแบบโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปเครื่องเล็กจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง ASUS, Dell, HP, Lenovo, Microsoft Surface และ MSI โดยมี Acer และ GIGABYTE เตรียมตามมาในลำดับถัดไป ฝั่งซอฟต์แวร์ก็ขนกันมารองรับแน่น มีผู้พัฒนาบน Windows กว่า 100 ราย เช่น Adobe, Blackmagic Design, Blender, CapCut, ComfyUI และ OTOY รวมถึงค่ายเกมอย่าง KRAFTON, NetEase, Remedy Entertainment, Riot Games และ XBOX ที่เข้ามาเล่นกับแพลตฟอร์มนี้ บนฐานเกมและแอปที่รองรับ RTX อยู่แล้วกว่า 1,000 รายการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;NVIDIA ยังเสริมของเล่นใหม่มาพร้อมกัน ทั้ง DLSS เวอร์ชัน 4.5 ที่ใช้โมเดล Transformer รุ่นที่สองมายกระดับคุณภาพภาพในเกมที่ใช้เทคนิค Ray Tracing และฟีเจอร์ RTX Video ที่เพิ่มเฟรมเรตวิดีโอได้ถึง 4 เท่าแบบเรียลไทม์ พร้อมการปรับจูนสำหรับงานอินเฟอเรนซ์ที่ NVIDIA เคลมว่าเร็วขึ้น 2 เท่าบน llama.cpp และ 2.6 เท่าบน vLLM&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ RTX Spark ยังอยู่ในสถานะเปิดตัวและยังไม่วางขาย โดยต้องรอดูของจริงตอนเครื่องเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ ว่าจะทำได้ตามที่โชว์บนเวทีหรือไม่ ทั้งเรื่องการจัดการความร้อน อายุแบตเตอรี่ และความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์บน Windows สาย Arm ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังต้องพิสูจน์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://www.reuters.com/world/china/nvidia-ceo-kick-off-dominate-computex-gathering-taipei-2026-05-31/?utm_medium=Social&amp;amp;utm_source=Facebook" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://nvidianews.nvidia.com/news/nvidia-microsoft-windows-pcs-agents-rtx-spark" target="_blank"&gt;NVIDIA Newsroom&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.nvidia.com/en-us/geforce/news/computex-2026-nvidia-geforce-rtx-announcements/" target="_blank"&gt;NVIDIA GeForce&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.mediatek.com/products/personal-computing/nvidia-rtx-spark" target="_blank"&gt;MediaTek&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-unveils-dgx-sparrk-roadmap-for-laptops-and-desktop-pcs-at-computex-2026-three-generations-outlined-rubin-followed-by-rosa-feynman" target="_blank"&gt;Tom's Hardware&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cnbc.com/2026/05/23/nvidia-forecast-for-200-billion-cpu-market-includes-china.html" target="_blank"&gt;CNBC&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/technology/articles/nvidia-says-anthropic-openai-among-041102143.html" target="_blank"&gt;Yahoo Finance&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-01T21:52:15+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/sers-tb-ai-raman-tuberculosis-screening</id>
    <title>เลือดหยดเดียว รู้ผลใน 30 นาที: เปิดเบื้องหลัง 'SERS-TB' นวัตกรรมรามาน AI ฝีมือคนไทย ที่จะตัดวงจร 'วัณโรคแฝง' ภัยเงียบของคน 1 ใน 4 ของโลก</title>
    <updated>2026-06-01T19:27:36+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370667_SERS-TB_800_%286%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในห้องนอนห้องหนึ่งของบ้านหลังเล็ก คนในครอบครัว 4-5 คนนอนรวมกันทุกคืน โดยไม่มีใครรู้เลยว่าใครกำลังแบกเชื้อบางอย่างไว้ในร่างกาย เชื้อที่ยังไม่ไอ ไม่มีไข้ ไม่แสดงอาการใด ๆ แต่พร้อมจะปะทุขึ้นมาทันทีที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือภาพจริงของ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'วัณโรคแฝง' (Latent Tuberculosis Infection หรือ LTBI)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ภัยเงียบที่สถิติระบุว่าประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4 หรือราว 2,000 ล้านคน มีเชื้อชนิดนี้ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว เฉพาะในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ติดเชื้อวัณโรคแฝงสูงถึง 14-22 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยวัณโรคระยะแสดงอาการอยู่ที่ราว 1 แสนรายต่อปี และยังมีผู้เสียชีวิตเกือบ 1 หมื่นคนต่อปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่มองเห็นแค่&lt;strong&gt;ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ&lt;/strong&gt; นั่นคือผู้ป่วยที่แสดงอาการแล้ว แต่ฐานที่ใหญ่ที่สุดและมองไม่เห็นใต้ผิวน้ำกลับเป็นกลุ่มวัณโรคแฝง ซึ่งราว 5-10% จะพัฒนากลายเป็นวัณโรคระยะแพร่กระจายในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อคนเหล่านั้นแก่ตัวลง เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้ ไตวายเรื้อรัง โรคตับ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตราบใดที่เรายังตั้งรับด้วยการ&lt;strong&gt;รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วงจรการแพร่เชื้อก็จะไม่มีวันจบ และเป้าหมาย End TB ที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้ว่าจะลดอุบัติการณ์วัณโรคให้เหลือต่ำกว่า 10 ต่อประชากรแสนคนภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ก็จะยังห่างไกลความจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามจึงไม่ใช่ว่า 'จะรักษาอย่างไร' เพราะวัณโรคในปัจจุบันรักษาหายขาดได้เกือบ 100% แต่คือ &lt;strong&gt;'จะตัดวงจรตั้งแต่ต้นทางได้เร็วและทั่วถึงแค่ไหน'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และนี่คือโจทย์ที่นวัตกรรมชื่อ &lt;strong&gt;'SERS-TB'&lt;/strong&gt; พยายามจะตอบ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ช่องโหว่ของการตรวจแบบเดิม ที่เทคโนโลยีต้องเข้ามาเติม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะเข้าใจว่า SERS-TB พิเศษอย่างไร ต้องเข้าใจก่อนว่าทุกวันนี้เราคัดกรองวัณโรคกันอย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780368674_SERS-TB_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศ.พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่า การตรวจวัณโรคระยะแสดงอาการในปัจจุบันเริ่มจากการคัดกรองด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก (ปัจจุบันใช้ AI ช่วยอ่านผล) ในกลุ่มเสี่ยงสูง 7 กลุ่ม ตั้งแต่ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้ต้องขัง ไปจนถึงแรงงานข้ามชาติ เมื่อพบความผิดปกติที่ปอดจึงส่งตรวจเสมหะด้วยวิธีอณูชีววิทยา (Molecular) ซึ่งแม้เชื้อปริมาณน้อยก็ตรวจเจอ แต่กว่าจะรู้ผลก็กินเวลา 24 ชั่วโมงถึง 2-3 วัน ระหว่างนั้นผู้ป่วยที่มีอาการก็ยังอยู่บ้านและแพร่เชื้อต่อได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนการตรวจวัณโรคแฝง ซึ่งเป็นหัวใจของการตัดวงจร ยิ่งซับซ้อนกว่า เพราะกลุ่มนี้ไม่มีอาการ เอกซเรย์ปกติ และตรวจเสมหะก็ไม่เจอเชื้อ สิ่งที่บ่งบอกได้คือการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวที่หลั่งสารอินเตอร์เฟียรอนแกมมาออกมา ตรวจได้ด้วยวิธีเจาะเลือด IGRA (Interferon-Gamma Release Assay) หรือการทดสอบทางผิวหนัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;ปัญหาคือ เราต้องส่งสิ่งส่งตรวจ ต้องเจาะเลือด กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาเป็นวัน บางทีหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าจะได้ผลกลับมา ผู้ป่วยก็กลับไปอยู่ในชุมชน ก็ไปแพร่เชื้ออีก วงจรนี้ก็ไม่จบสักที&amp;quot;&lt;/strong&gt; ศ.พญ.วิภา ระบุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญ น้ำยาตรวจ IGRA และชุดตรวจผิวหนังล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาอยู่ในหลักร้อยถึงหลักพันบาท และหลายโรงพยาบาลก็ไม่มีห้องปฏิบัติการหรือนักเทคนิคการแพทย์ที่ผ่านการอบรมเพียงพอจะตรวจเองได้ แม้ในปีนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะประกาศให้สิทธิบัตรทองเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยวัณโรคแฝงได้แล้วก็ตาม &lt;strong&gt;แต่การเข้าถึงสิทธิ กับ การเข้าถึงเครื่องมือจริง&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ยังเป็นคนละเรื่องกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่องว่างตรงนี้เองคือพื้นที่ที่นวัตกรรมไทยกระโดดเข้ามาเติม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;SERS-TB ทำงานอย่างไร?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780368728_SERS-TB_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า SERS-TB คือการประยุกต์ใช้เทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ร่วมกับเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา (Portable Raman Spectrometer) และระบบประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจที่เนคเทคพัฒนาขึ้นคือชิปชื่อ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'OnSpec'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งเป็นชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงิน ผลิตด้วยเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางขั้นสูง คุณสมบัติพิเศษของมันคือสามารถขยายสัญญาณการกระเจิงแสงรามานได้มหาศาล ทำให้นักวิจัยตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจำเพาะจากตัวอย่างเลือด (พลาสมา) ที่เจือจางในระดับ Trace Concentration ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีปกติทำไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขั้นตอนหน้างานถูกออกแบบให้เรียบง่ายจนน่าทึ่ง คือหยดตัวอย่างเลือดปริมาณเล็กน้อยลงบนชิป OnSpec รอให้แห้ง แล้วใช้เครื่องรามานแบบพกพาอ่านสัญญาณเพื่อบันทึกลักษณะสเปกตรัม จากนั้น AI จะทำหน้าที่ประมวลผลและวิเคราะห์รูปแบบสเปกตรัมที่ซับซ้อนเหล่านั้น และสรุปออกมาเป็นรายงานที่อ่านเข้าใจง่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;ช่วยลดเวลาการรายงานผลเชิงเทคนิคเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องรอผลแล็บทางคลินิกนาน 1-2 วัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์หน้างานในการตีความข้อมูล จึงตอบโจทย์การเป็นนวัตกรรมคัดกรองขั้นสูง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) ในชุมชนอย่างแท้จริง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ดร.นพดล อธิบาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดให้เห็นภาพคือ จากเดิมที่คนไข้ต้องรอผลเป็นวัน ๆ ระบบนี้ทำให้รู้ผลได้ภายในราว 30 นาที ตรวจด้วยเลือดเพียงหยดเดียวคล้ายการเจาะเบาหวานปลายนิ้ว แล้วบอกได้ว่าใครเป็นวัณโรคจริง ใครเป็นวัณโรคแฝง และใครยังปกติ ซึ่งช่วยให้แพทย์ตัดสินใจให้ยารักษาหรือยาป้องกันได้เร็วขึ้นมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780369503_SERS-TB-platform.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เบื้องหลังวิทยาศาสตร์ จากท้องฟ้าสีฟ้า สู่ลายนิ้วมือของโมเลกุล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แล้วเทคนิครามานที่ว่าทำงานอย่างไร? ดร.นพดล เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายว่า ในชีวิตประจำวันที่เราเห็นท้องฟ้าหรือน้ำทะเลเป็นสีฟ้า ก็เกิดจากการกระเจิงแสงแบบหนึ่งที่เรียกว่า &lt;strong&gt;Rayleigh&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนความยาวคลื่น แต่การกระเจิงแสงแบบ &lt;strong&gt;'รามาน'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จะแตกต่างออกไป เพราะมีการเปลี่ยนพลังงานของแสงตามการสั่นของโมเลกุล ทำให้เทคนิคนี้สามารถอ่าน&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ลายนิ้วมือ'&lt;/strong&gt; เฉพาะตัวของสารแต่ละชนิดได้ เพราะสารแต่ละชนิดมีรูปแบบการกระเจิงแสงไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อจำกัดเดียวคือสัญญาณรามานมีความเข้มน้อยมากจนเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ทั่วไปมองไม่เห็น เนคเทคจึงพัฒนาชิป SERS ที่ภายในเป็นโครงสร้างนาโน เมื่อโมเลกุลของสารเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างโครงสร้างนาโนเหล่านั้น สัญญาณรามานจะถูกขยายขึ้นหลายล้านเท่า ทำให้แม้สารที่มีปริมาณน้อยระดับ Part per billion ก็มองเห็นเอกลักษณ์ได้ชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เนคเทคพัฒนาชิปขยายสัญญาณรามานมานานกว่าสิบปี โดยช่วงแรกเน้นงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจหาสารเสพติดและสารระเบิด ก่อนจะขยายสู่ภาคเกษตรและอาหาร ตรวจสารปนเปื้อนอย่างยาฆ่าแมลงในระดับ ppm ถึง ppb แล้วจึงต่อยอดสู่การแพทย์ โดยเริ่มจากความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในการจำแนกไข้เลือดออก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์ฝั่งไข้เลือดออกเป็นตัวพิสูจน์ศักยภาพได้ดี เพราะ AI สามารถแยกกลุ่มผู้ป่วยไข้เลือดออกออกจากกลุ่มไข้อื่น (OFI) ได้แม่นยำถึงราว 97% และยังพอจำแนกไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (DHF) ออกจากชนิดไม่รุนแรง (DF) ได้ราว 70% ซึ่งถือว่ามีคุณค่ามาก เพราะปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคใดทำนายความรุนแรงของไข้เลือดออกได้เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ ดร.นพดล ยอมรับตรง ๆ ว่าวัณโรคเป็นโจทย์ที่ยากกว่าไข้เลือดออก เพราะตัวอย่างผู้ป่วยหลากหลายกว่ามาก ขณะที่ตัวอย่างของศิริราชเป็นเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีซึ่งมีความแปรปรวนต่ำ แต่ผู้ป่วยวัณโรคมีทุกช่วงอายุและมีปัจจัยรบกวนเยอะกว่า งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อราวสองปีก่อน (ในวารสาร Biosensors and Bioelectronics) ใช้ตัวอย่างย้อนหลัง 1,000 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม IGRA บวก 500 ราย และกลุ่มปกติ 500 ราย พบว่าความแม่นยำขึ้นอยู่กับชุดตัวอย่าง (Batch) โดยภาพรวมอยู่ที่ราว 81-82% แต่ในชุดที่คุณภาพดีสามารถทำได้สูงถึง 92-93%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ของเดิมต้องส่งเลือดกลับมาตรวจที่ห้องแล็บของ สวทช. ซึ่งไม่ต่างจาก IGRA ที่ต้องส่งกลับแล็บ แต่เมื่อแพทย์สะท้อนว่าความต้องการจริงคือการตรวจที่ลงไปถึงชุมชน ทีมวิจัยจึงพัฒนาระบบ Portable ขึ้นมาพร้อมแพลตฟอร์มคลาวด์ ที่เครื่องพกพาส่งข้อมูลขึ้นไปเทียบกับฐานข้อมูลที่เทรนไว้แล้ว และสรุปผลกลับมา โดยในห้องแล็บระบบพกพาทำความแม่นยำได้ราว 80% และกำลังอยู่ระหว่างพิสูจน์ว่าจะรักษาระดับนี้ได้หรือไม่เมื่อใช้งานในสนามจริง ทั้งหมดนี้ถูกห่อรวมไว้ในซอฟต์แวร์ชื่อ &lt;strong&gt;'TB-SERS Analyzer'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่เปิดใช้งานบนแพลตฟอร์ม &lt;a href="http://service.rceid.kku.ac.th" target="_blank"&gt;service.rceid.kku.ac.th&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไม 'ตรวจเร็ว' ถึงเปลี่ยนเกมการยุติวัณโรค&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในมิติทางการแพทย์ ศ.พญ.วิภา ขยายความว่า เหตุที่ความเร็วสำคัญมาก เพราะวัณโรคแฝงกับวัณโรคจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้ป่วยวัณโรคจริงมีเชื้อ มีเอกซเรย์ผิดปกติ และแพร่เชื้อได้ ขณะที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคแฝงยังไม่ป่วย ไม่แพร่เชื้อ แต่มีโอกาส 5-10% ที่จะพัฒนาเป็นวัณโรคในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค ราว 30% ตรวจพบว่าเป็นวัณโรคแฝง ถือเป็นแหล่งกดดันขนาดใหญ่ที่รอวันปะทุ หากตรวจพบเร็วและให้ยาป้องกันตั้งแต่ต้น ก็จะตัดวงจรได้ ซึ่งปัจจุบันยาป้องกันก็พัฒนาจนสะดวกขึ้นมาก จากเดิมต้องกินทุกวันนาน 6 เดือน เหลือเพียงสัปดาห์ละครั้ง รวม 12 ครั้งก็จบ ส่วนผู้ป่วยวัณโรคจริงที่ไวต่อยาก็รักษาหายขาดได้ราว 98% ด้วยการกินยาให้ครบ 6 เดือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;ด้วยการตรวจเพียงปลายนิ้ว ด้วยเลือดเพียงหยดเดียว แล้วสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยรายไหนเป็นวัณโรคจริง หรือเป็นแค่วัณโรคแฝง หรือยังปกติอยู่ เราก็ให้การรักษาวัณโรคเลย ให้ยาป้องกันวัณโรคเลย ก็ตัดวงจรตั้งแต่ต้น โอกาสที่เราจะลดผู้ป่วย รักษาเร็ว แล้วก็ลดอัตราการเสียชีวิตก็มีสูงขึ้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ศ.พญ.วิภา กล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือต้นทุน เพราะแม้ตัวยารักษาและยาป้องกันวัณโรคจะราคาถูกมาก แต่ค่าตรวจวินิจฉัยกลับแพงกว่าค่ายาเสียอีก โดยเฉพาะวัณโรคดื้อยา (MDR-TB) ที่พบราว 1-2% ในไทย ซึ่งทั้งประสิทธิภาพการรักษาต่ำกว่า ผลข้างเคียงมากกว่า และค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลายเท่า การมีนวัตกรรมตรวจคัดกรองที่ราคาถูกและทำได้เองในพื้นที่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือกุญแจของความยั่งยืนเชิงระบบ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สนามจริงที่ร้อยเอ็ด: เทคโนโลยีต้องไม่เพิ่มภาระคนหน้างาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ความท้าทายของการเปลี่ยน Deep Tech ให้เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ไม่ได้จบที่ห้องแล็บ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทีมวิจัยเลือกลงพื้นที่ทดสอบภาคสนามที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2569&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780369526_SERS-TB_800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นพ.ชินวัฒน์ ศรีใส รองผู้อำนวยการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สะท้อนว่า วัณโรคเป็นวิกฤตที่หน่วยงานเดียวแก้ไม่ได้ ต้องประสานกันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล จังหวัด เขตสุขภาพ ไปจนถึงชุมชนรากหญ้า การนำ SERS-TB มาทดสอบในสนามจริงจึงเป็นขั้นตอนเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้ทีมวิจัยเห็นสภาพแวดล้อมจริง ทั้งขั้นตอนคลินิก ห้องปฏิบัติการ และภาระงานของบุคลากร เพื่อปรับแต่งนวัตกรรมให้ตอบโจทย์หน้างาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้าน พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ลงรายละเอียดว่า งานควบคุมวัณโรคหน้างานซับซ้อนกว่าแค่ตรวจเจอแล้วให้ยา ความท้าทายหลักอยู่ที่การติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน การลดอัตราการขาดยา และการบริหารข้อมูลร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัลอย่างระบบ TB Data Center&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780369554_SERS-TB_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;หัวใจสำคัญคือ เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน้างาน และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ ระบุ พร้อมเสริมว่าปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีแนวทางค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุพิกัดจุดเสี่ยง ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรมคัดกรองไวอย่าง SERS-TB ไปทำงานเชิงรุกในชุมชนหลังจบกระบวนการวิจัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในภาพรวมของเขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งครอบคลุมร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ (ร้อยแก่นสารสินธุ์) ดร.นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น มองว่า หากผลการศึกษาออกมาดี นวัตกรรมนี้น่าจะนำไปสู่ระดับนโยบายของประเทศได้ เพราะตอบโจทย์การ 'รู้เร็ว ให้ยาเร็ว ลดการแพร่กระจาย' โดยเฉพาะการป้องกันวัณโรคแฝงตั้งแต่ต้นทาง สอดคล้องกับทิศทาง DDC Quick Win ของกรมควบคุมโรคที่เน้นการค้นหาเชิงรุกด้วย AI-CXR การวินิจฉัยด้วยเทคนิคอณูชีววิทยา และการรักษาครบไม่ขาดยา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันโครงการเดินหน้าสู่ระยะที่ 2-3 คือการลงเก็บตัวอย่างในชุมชน ตั้งเป้าราว 1,300 ราย และเก็บไปแล้วราว 1,000 ตัวอย่าง ผ่านเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขต โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อตีพิมพ์เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่ง ศ.พญ.วิภา ย้ำว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการผลักดันสู่นโยบายระดับชาติ เพราะ &lt;strong&gt;&amp;quot;สิ่งเดียวที่จะทำเป็นนโยบายได้ ก็คือการผลักดันเชิงนโยบายด้วยการใช้หลักฐานทางวิชาการ&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ภาพใหญ่: 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' กับเป้าหมาย Wellness Hub ของโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหนือเรื่องเทคนิคและคลินิก โครงการนี้ยังถูกวางให้เป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. มองว่า SERS-TB คือภาพสะท้อนบทบาทของ สวทช. ในฐานะ 'ขุมพลังวิจัย' และ 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' ที่ตอบสนองนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมุ่งนำวิทยาศาสตร์ขั้นสูงมาแก้โจทย์วิกฤตด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370207_SERS-TB_800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;จุดแข็งที่สุดของโครงการนี้ คือการที่นวัตกรรมไทยได้ลงมาเรียนรู้และรับโจทย์จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ในระยะวิจัย ทำให้นักวิจัยเข้าใจข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้แพทย์รวมถึงบุคลากรหน้างานมีส่วนร่วมออกแบบทิศทางพัฒนาร่วมกัน สวทช. ตั้งเป้าผลักดันให้นวัตกรรมนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงโมเดลต้นแบบในห้องแล็บเท่านั้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ดร.วรวรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขายังชี้ว่า เนื่องจากประเทศเขตร้อนทั่วโลกคือพื้นที่ที่แบกภาระวัณโรคมากที่สุด หากไทยพัฒนาเครื่องมือนี้สำเร็จ ผลกระทบจะไม่จำกัดแค่ในประเทศ แต่อาจช่วยหยุดวัณโรคได้ในระดับโลก และเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็น Wellness Hub ขณะที่เส้นทางสู่การใช้งานจริง ทีมวิจัยมีแต้มต่อจากการที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีโปรแกรมด้านเครื่องมือแพทย์โดยตรง ทำให้เข้าใจมาตรฐานที่ต้องผ่านตั้งแต่ต้น และออกแบบกระบวนการวิจัยให้สอดคล้องกับการขึ้นทะเบียนกับ อย. ส่วนการเทรน AI ก็ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ลันตา' (LANTA)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ของ สวทช. ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในแง่การเข้าถึง ศ.ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ให้กรอบคิดภายใต้แนวคิด &lt;strong&gt;&amp;quot;AI-based TB Diagnosis for All: นวัตกรรมการตรวจวัณโรคถ้วนหน้า เร็ว ง่าย เข้าถึงชุมชน&amp;quot;&lt;/strong&gt; ว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370565_%E0%B8%A8._%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2_%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;AI-based TB Diagnosis for All คือทิศทางอนาคตของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวินิจฉัยยุคใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อช่วยให้ระบบคัดกรองวัณโรคทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และขยายการบริการลงลึกไปสู่ระดับชุมชนห่างไกลได้มากขึ้น... เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองและเข้าถึงระบบดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงองค์กรการกุศลระดับโลกอย่าง Good Ventures, Open Philanthropy และ Coefficient Giving ควบคู่กับ สวทช. เนคเทค มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลในเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 7&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370654_6_AI_Auto_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;SERS-TB อยู่ตรงไหน และก้าวต่อไปคืออะไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;โดยสรุป SERS-TB คือนวัตกรรมคัดกรองวัณโรคที่หลอมรวมชิปขยายสัญญาณรามาน &lt;strong&gt;'OnSpec'&lt;/strong&gt; เครื่องวัดรามานแบบพกพา และระบบประมวลผล AI เข้าไว้ด้วยกัน จุดเด่นคือใช้เลือดเพียงหยดเดียว รู้ผลได้ภายในราว 30 นาที จากเดิมที่การตรวจวัณโรคแฝงต้องส่งห้องปฏิบัติการและรอผล 1-2 วัน พร้อมออกแบบให้ใช้งานได้ถึงระดับชุมชนในรูปแบบ Point-of-Care&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปัจจุบัน นวัตกรรมนี้ยังอยู่ในเฟสแรกของการศึกษา และยังไม่ได้นำมาใช้ในงานคลินิกประจำวันของโรงพยาบาล โดยทีมวิจัยกำลังเดินหน้าเก็บตัวอย่างในชุมชน ตั้งเป้าราว 1,300 ราย ซึ่งเก็บไปแล้วราว 1,000 ตัวอย่าง ผ่านเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ทดสอบความแม่นยำในสภาพการใช้งานจริง และจัดทำเป็นหลักฐานเชิงวิชาการสำหรับผลักดันสู่นโยบายต่อไป โดยผลการตรวจสามารถเรียกดูได้ผ่านซอฟต์แวร์ 'TB-SERS Analyzer' บนแพลตฟอร์ม &lt;a href="http://service.rceid.kku.ac.th" target="_blank"&gt;service.rceid.kku.ac.th&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับก้าวต่อไป ทีมวิจัยวางแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ของ อย. โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์ของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 'ลันตา' (LANTA) ของ สวทช. ในการเทรน AI ให้แม่นยำยิ่งขึ้นเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. (เนคเทค) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 7 ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการคัดกรองและตัดวงจรวัณโรคให้เร็วและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อนำประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมาย End TB ภายในปี พ.ศ. 2578&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร &amp;quot;นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค&amp;quot; โดย สวทช. (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 และ &lt;a href="https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026-end-tb-serstb-onspec.html" target="_blank"&gt;สวทช.&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/sers-tb-ai-raman-tuberculosis-screening"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370667_SERS-TB_800_%286%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในห้องนอนห้องหนึ่งของบ้านหลังเล็ก คนในครอบครัว 4-5 คนนอนรวมกันทุกคืน โดยไม่มีใครรู้เลยว่าใครกำลังแบกเชื้อบางอย่างไว้ในร่างกาย เชื้อที่ยังไม่ไอ ไม่มีไข้ ไม่แสดงอาการใด ๆ แต่พร้อมจะปะทุขึ้นมาทันทีที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือภาพจริงของ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'วัณโรคแฝง' (Latent Tuberculosis Infection หรือ LTBI)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ภัยเงียบที่สถิติระบุว่าประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4 หรือราว 2,000 ล้านคน มีเชื้อชนิดนี้ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว เฉพาะในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ติดเชื้อวัณโรคแฝงสูงถึง 14-22 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยวัณโรคระยะแสดงอาการอยู่ที่ราว 1 แสนรายต่อปี และยังมีผู้เสียชีวิตเกือบ 1 หมื่นคนต่อปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่มองเห็นแค่&lt;strong&gt;ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ&lt;/strong&gt; นั่นคือผู้ป่วยที่แสดงอาการแล้ว แต่ฐานที่ใหญ่ที่สุดและมองไม่เห็นใต้ผิวน้ำกลับเป็นกลุ่มวัณโรคแฝง ซึ่งราว 5-10% จะพัฒนากลายเป็นวัณโรคระยะแพร่กระจายในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อคนเหล่านั้นแก่ตัวลง เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้ ไตวายเรื้อรัง โรคตับ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตราบใดที่เรายังตั้งรับด้วยการ&lt;strong&gt;รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วงจรการแพร่เชื้อก็จะไม่มีวันจบ และเป้าหมาย End TB ที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้ว่าจะลดอุบัติการณ์วัณโรคให้เหลือต่ำกว่า 10 ต่อประชากรแสนคนภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ก็จะยังห่างไกลความจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามจึงไม่ใช่ว่า 'จะรักษาอย่างไร' เพราะวัณโรคในปัจจุบันรักษาหายขาดได้เกือบ 100% แต่คือ &lt;strong&gt;'จะตัดวงจรตั้งแต่ต้นทางได้เร็วและทั่วถึงแค่ไหน'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และนี่คือโจทย์ที่นวัตกรรมชื่อ &lt;strong&gt;'SERS-TB'&lt;/strong&gt; พยายามจะตอบ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ช่องโหว่ของการตรวจแบบเดิม ที่เทคโนโลยีต้องเข้ามาเติม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะเข้าใจว่า SERS-TB พิเศษอย่างไร ต้องเข้าใจก่อนว่าทุกวันนี้เราคัดกรองวัณโรคกันอย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780368674_SERS-TB_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศ.พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่า การตรวจวัณโรคระยะแสดงอาการในปัจจุบันเริ่มจากการคัดกรองด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก (ปัจจุบันใช้ AI ช่วยอ่านผล) ในกลุ่มเสี่ยงสูง 7 กลุ่ม ตั้งแต่ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้ต้องขัง ไปจนถึงแรงงานข้ามชาติ เมื่อพบความผิดปกติที่ปอดจึงส่งตรวจเสมหะด้วยวิธีอณูชีววิทยา (Molecular) ซึ่งแม้เชื้อปริมาณน้อยก็ตรวจเจอ แต่กว่าจะรู้ผลก็กินเวลา 24 ชั่วโมงถึง 2-3 วัน ระหว่างนั้นผู้ป่วยที่มีอาการก็ยังอยู่บ้านและแพร่เชื้อต่อได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนการตรวจวัณโรคแฝง ซึ่งเป็นหัวใจของการตัดวงจร ยิ่งซับซ้อนกว่า เพราะกลุ่มนี้ไม่มีอาการ เอกซเรย์ปกติ และตรวจเสมหะก็ไม่เจอเชื้อ สิ่งที่บ่งบอกได้คือการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวที่หลั่งสารอินเตอร์เฟียรอนแกมมาออกมา ตรวจได้ด้วยวิธีเจาะเลือด IGRA (Interferon-Gamma Release Assay) หรือการทดสอบทางผิวหนัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;ปัญหาคือ เราต้องส่งสิ่งส่งตรวจ ต้องเจาะเลือด กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาเป็นวัน บางทีหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าจะได้ผลกลับมา ผู้ป่วยก็กลับไปอยู่ในชุมชน ก็ไปแพร่เชื้ออีก วงจรนี้ก็ไม่จบสักที&amp;quot;&lt;/strong&gt; ศ.พญ.วิภา ระบุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญ น้ำยาตรวจ IGRA และชุดตรวจผิวหนังล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาอยู่ในหลักร้อยถึงหลักพันบาท และหลายโรงพยาบาลก็ไม่มีห้องปฏิบัติการหรือนักเทคนิคการแพทย์ที่ผ่านการอบรมเพียงพอจะตรวจเองได้ แม้ในปีนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะประกาศให้สิทธิบัตรทองเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยวัณโรคแฝงได้แล้วก็ตาม &lt;strong&gt;แต่การเข้าถึงสิทธิ กับ การเข้าถึงเครื่องมือจริง&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ยังเป็นคนละเรื่องกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่องว่างตรงนี้เองคือพื้นที่ที่นวัตกรรมไทยกระโดดเข้ามาเติม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;SERS-TB ทำงานอย่างไร?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780368728_SERS-TB_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า SERS-TB คือการประยุกต์ใช้เทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ร่วมกับเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา (Portable Raman Spectrometer) และระบบประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจที่เนคเทคพัฒนาขึ้นคือชิปชื่อ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'OnSpec'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งเป็นชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงิน ผลิตด้วยเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางขั้นสูง คุณสมบัติพิเศษของมันคือสามารถขยายสัญญาณการกระเจิงแสงรามานได้มหาศาล ทำให้นักวิจัยตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจำเพาะจากตัวอย่างเลือด (พลาสมา) ที่เจือจางในระดับ Trace Concentration ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีปกติทำไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขั้นตอนหน้างานถูกออกแบบให้เรียบง่ายจนน่าทึ่ง คือหยดตัวอย่างเลือดปริมาณเล็กน้อยลงบนชิป OnSpec รอให้แห้ง แล้วใช้เครื่องรามานแบบพกพาอ่านสัญญาณเพื่อบันทึกลักษณะสเปกตรัม จากนั้น AI จะทำหน้าที่ประมวลผลและวิเคราะห์รูปแบบสเปกตรัมที่ซับซ้อนเหล่านั้น และสรุปออกมาเป็นรายงานที่อ่านเข้าใจง่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;ช่วยลดเวลาการรายงานผลเชิงเทคนิคเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องรอผลแล็บทางคลินิกนาน 1-2 วัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์หน้างานในการตีความข้อมูล จึงตอบโจทย์การเป็นนวัตกรรมคัดกรองขั้นสูง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) ในชุมชนอย่างแท้จริง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ดร.นพดล อธิบาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดให้เห็นภาพคือ จากเดิมที่คนไข้ต้องรอผลเป็นวัน ๆ ระบบนี้ทำให้รู้ผลได้ภายในราว 30 นาที ตรวจด้วยเลือดเพียงหยดเดียวคล้ายการเจาะเบาหวานปลายนิ้ว แล้วบอกได้ว่าใครเป็นวัณโรคจริง ใครเป็นวัณโรคแฝง และใครยังปกติ ซึ่งช่วยให้แพทย์ตัดสินใจให้ยารักษาหรือยาป้องกันได้เร็วขึ้นมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780369503_SERS-TB-platform.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เบื้องหลังวิทยาศาสตร์ จากท้องฟ้าสีฟ้า สู่ลายนิ้วมือของโมเลกุล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แล้วเทคนิครามานที่ว่าทำงานอย่างไร? ดร.นพดล เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายว่า ในชีวิตประจำวันที่เราเห็นท้องฟ้าหรือน้ำทะเลเป็นสีฟ้า ก็เกิดจากการกระเจิงแสงแบบหนึ่งที่เรียกว่า &lt;strong&gt;Rayleigh&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนความยาวคลื่น แต่การกระเจิงแสงแบบ &lt;strong&gt;'รามาน'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จะแตกต่างออกไป เพราะมีการเปลี่ยนพลังงานของแสงตามการสั่นของโมเลกุล ทำให้เทคนิคนี้สามารถอ่าน&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ลายนิ้วมือ'&lt;/strong&gt; เฉพาะตัวของสารแต่ละชนิดได้ เพราะสารแต่ละชนิดมีรูปแบบการกระเจิงแสงไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อจำกัดเดียวคือสัญญาณรามานมีความเข้มน้อยมากจนเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ทั่วไปมองไม่เห็น เนคเทคจึงพัฒนาชิป SERS ที่ภายในเป็นโครงสร้างนาโน เมื่อโมเลกุลของสารเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างโครงสร้างนาโนเหล่านั้น สัญญาณรามานจะถูกขยายขึ้นหลายล้านเท่า ทำให้แม้สารที่มีปริมาณน้อยระดับ Part per billion ก็มองเห็นเอกลักษณ์ได้ชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เนคเทคพัฒนาชิปขยายสัญญาณรามานมานานกว่าสิบปี โดยช่วงแรกเน้นงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจหาสารเสพติดและสารระเบิด ก่อนจะขยายสู่ภาคเกษตรและอาหาร ตรวจสารปนเปื้อนอย่างยาฆ่าแมลงในระดับ ppm ถึง ppb แล้วจึงต่อยอดสู่การแพทย์ โดยเริ่มจากความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในการจำแนกไข้เลือดออก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์ฝั่งไข้เลือดออกเป็นตัวพิสูจน์ศักยภาพได้ดี เพราะ AI สามารถแยกกลุ่มผู้ป่วยไข้เลือดออกออกจากกลุ่มไข้อื่น (OFI) ได้แม่นยำถึงราว 97% และยังพอจำแนกไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (DHF) ออกจากชนิดไม่รุนแรง (DF) ได้ราว 70% ซึ่งถือว่ามีคุณค่ามาก เพราะปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคใดทำนายความรุนแรงของไข้เลือดออกได้เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ ดร.นพดล ยอมรับตรง ๆ ว่าวัณโรคเป็นโจทย์ที่ยากกว่าไข้เลือดออก เพราะตัวอย่างผู้ป่วยหลากหลายกว่ามาก ขณะที่ตัวอย่างของศิริราชเป็นเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีซึ่งมีความแปรปรวนต่ำ แต่ผู้ป่วยวัณโรคมีทุกช่วงอายุและมีปัจจัยรบกวนเยอะกว่า งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อราวสองปีก่อน (ในวารสาร Biosensors and Bioelectronics) ใช้ตัวอย่างย้อนหลัง 1,000 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม IGRA บวก 500 ราย และกลุ่มปกติ 500 ราย พบว่าความแม่นยำขึ้นอยู่กับชุดตัวอย่าง (Batch) โดยภาพรวมอยู่ที่ราว 81-82% แต่ในชุดที่คุณภาพดีสามารถทำได้สูงถึง 92-93%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ของเดิมต้องส่งเลือดกลับมาตรวจที่ห้องแล็บของ สวทช. ซึ่งไม่ต่างจาก IGRA ที่ต้องส่งกลับแล็บ แต่เมื่อแพทย์สะท้อนว่าความต้องการจริงคือการตรวจที่ลงไปถึงชุมชน ทีมวิจัยจึงพัฒนาระบบ Portable ขึ้นมาพร้อมแพลตฟอร์มคลาวด์ ที่เครื่องพกพาส่งข้อมูลขึ้นไปเทียบกับฐานข้อมูลที่เทรนไว้แล้ว และสรุปผลกลับมา โดยในห้องแล็บระบบพกพาทำความแม่นยำได้ราว 80% และกำลังอยู่ระหว่างพิสูจน์ว่าจะรักษาระดับนี้ได้หรือไม่เมื่อใช้งานในสนามจริง ทั้งหมดนี้ถูกห่อรวมไว้ในซอฟต์แวร์ชื่อ &lt;strong&gt;'TB-SERS Analyzer'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่เปิดใช้งานบนแพลตฟอร์ม &lt;a href="http://service.rceid.kku.ac.th" target="_blank"&gt;service.rceid.kku.ac.th&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไม 'ตรวจเร็ว' ถึงเปลี่ยนเกมการยุติวัณโรค&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในมิติทางการแพทย์ ศ.พญ.วิภา ขยายความว่า เหตุที่ความเร็วสำคัญมาก เพราะวัณโรคแฝงกับวัณโรคจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้ป่วยวัณโรคจริงมีเชื้อ มีเอกซเรย์ผิดปกติ และแพร่เชื้อได้ ขณะที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคแฝงยังไม่ป่วย ไม่แพร่เชื้อ แต่มีโอกาส 5-10% ที่จะพัฒนาเป็นวัณโรคในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค ราว 30% ตรวจพบว่าเป็นวัณโรคแฝง ถือเป็นแหล่งกดดันขนาดใหญ่ที่รอวันปะทุ หากตรวจพบเร็วและให้ยาป้องกันตั้งแต่ต้น ก็จะตัดวงจรได้ ซึ่งปัจจุบันยาป้องกันก็พัฒนาจนสะดวกขึ้นมาก จากเดิมต้องกินทุกวันนาน 6 เดือน เหลือเพียงสัปดาห์ละครั้ง รวม 12 ครั้งก็จบ ส่วนผู้ป่วยวัณโรคจริงที่ไวต่อยาก็รักษาหายขาดได้ราว 98% ด้วยการกินยาให้ครบ 6 เดือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;ด้วยการตรวจเพียงปลายนิ้ว ด้วยเลือดเพียงหยดเดียว แล้วสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยรายไหนเป็นวัณโรคจริง หรือเป็นแค่วัณโรคแฝง หรือยังปกติอยู่ เราก็ให้การรักษาวัณโรคเลย ให้ยาป้องกันวัณโรคเลย ก็ตัดวงจรตั้งแต่ต้น โอกาสที่เราจะลดผู้ป่วย รักษาเร็ว แล้วก็ลดอัตราการเสียชีวิตก็มีสูงขึ้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ศ.พญ.วิภา กล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือต้นทุน เพราะแม้ตัวยารักษาและยาป้องกันวัณโรคจะราคาถูกมาก แต่ค่าตรวจวินิจฉัยกลับแพงกว่าค่ายาเสียอีก โดยเฉพาะวัณโรคดื้อยา (MDR-TB) ที่พบราว 1-2% ในไทย ซึ่งทั้งประสิทธิภาพการรักษาต่ำกว่า ผลข้างเคียงมากกว่า และค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลายเท่า การมีนวัตกรรมตรวจคัดกรองที่ราคาถูกและทำได้เองในพื้นที่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือกุญแจของความยั่งยืนเชิงระบบ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สนามจริงที่ร้อยเอ็ด: เทคโนโลยีต้องไม่เพิ่มภาระคนหน้างาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ความท้าทายของการเปลี่ยน Deep Tech ให้เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ไม่ได้จบที่ห้องแล็บ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทีมวิจัยเลือกลงพื้นที่ทดสอบภาคสนามที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2569&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780369526_SERS-TB_800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นพ.ชินวัฒน์ ศรีใส รองผู้อำนวยการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สะท้อนว่า วัณโรคเป็นวิกฤตที่หน่วยงานเดียวแก้ไม่ได้ ต้องประสานกันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล จังหวัด เขตสุขภาพ ไปจนถึงชุมชนรากหญ้า การนำ SERS-TB มาทดสอบในสนามจริงจึงเป็นขั้นตอนเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้ทีมวิจัยเห็นสภาพแวดล้อมจริง ทั้งขั้นตอนคลินิก ห้องปฏิบัติการ และภาระงานของบุคลากร เพื่อปรับแต่งนวัตกรรมให้ตอบโจทย์หน้างาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้าน พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ลงรายละเอียดว่า งานควบคุมวัณโรคหน้างานซับซ้อนกว่าแค่ตรวจเจอแล้วให้ยา ความท้าทายหลักอยู่ที่การติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน การลดอัตราการขาดยา และการบริหารข้อมูลร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัลอย่างระบบ TB Data Center&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780369554_SERS-TB_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;หัวใจสำคัญคือ เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน้างาน และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ ระบุ พร้อมเสริมว่าปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีแนวทางค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุพิกัดจุดเสี่ยง ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรมคัดกรองไวอย่าง SERS-TB ไปทำงานเชิงรุกในชุมชนหลังจบกระบวนการวิจัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในภาพรวมของเขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งครอบคลุมร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ (ร้อยแก่นสารสินธุ์) ดร.นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น มองว่า หากผลการศึกษาออกมาดี นวัตกรรมนี้น่าจะนำไปสู่ระดับนโยบายของประเทศได้ เพราะตอบโจทย์การ 'รู้เร็ว ให้ยาเร็ว ลดการแพร่กระจาย' โดยเฉพาะการป้องกันวัณโรคแฝงตั้งแต่ต้นทาง สอดคล้องกับทิศทาง DDC Quick Win ของกรมควบคุมโรคที่เน้นการค้นหาเชิงรุกด้วย AI-CXR การวินิจฉัยด้วยเทคนิคอณูชีววิทยา และการรักษาครบไม่ขาดยา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันโครงการเดินหน้าสู่ระยะที่ 2-3 คือการลงเก็บตัวอย่างในชุมชน ตั้งเป้าราว 1,300 ราย และเก็บไปแล้วราว 1,000 ตัวอย่าง ผ่านเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขต โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อตีพิมพ์เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่ง ศ.พญ.วิภา ย้ำว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการผลักดันสู่นโยบายระดับชาติ เพราะ &lt;strong&gt;&amp;quot;สิ่งเดียวที่จะทำเป็นนโยบายได้ ก็คือการผลักดันเชิงนโยบายด้วยการใช้หลักฐานทางวิชาการ&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ภาพใหญ่: 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' กับเป้าหมาย Wellness Hub ของโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหนือเรื่องเทคนิคและคลินิก โครงการนี้ยังถูกวางให้เป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. มองว่า SERS-TB คือภาพสะท้อนบทบาทของ สวทช. ในฐานะ 'ขุมพลังวิจัย' และ 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' ที่ตอบสนองนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมุ่งนำวิทยาศาสตร์ขั้นสูงมาแก้โจทย์วิกฤตด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370207_SERS-TB_800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;จุดแข็งที่สุดของโครงการนี้ คือการที่นวัตกรรมไทยได้ลงมาเรียนรู้และรับโจทย์จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ในระยะวิจัย ทำให้นักวิจัยเข้าใจข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้แพทย์รวมถึงบุคลากรหน้างานมีส่วนร่วมออกแบบทิศทางพัฒนาร่วมกัน สวทช. ตั้งเป้าผลักดันให้นวัตกรรมนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงโมเดลต้นแบบในห้องแล็บเท่านั้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ดร.วรวรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขายังชี้ว่า เนื่องจากประเทศเขตร้อนทั่วโลกคือพื้นที่ที่แบกภาระวัณโรคมากที่สุด หากไทยพัฒนาเครื่องมือนี้สำเร็จ ผลกระทบจะไม่จำกัดแค่ในประเทศ แต่อาจช่วยหยุดวัณโรคได้ในระดับโลก และเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็น Wellness Hub ขณะที่เส้นทางสู่การใช้งานจริง ทีมวิจัยมีแต้มต่อจากการที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีโปรแกรมด้านเครื่องมือแพทย์โดยตรง ทำให้เข้าใจมาตรฐานที่ต้องผ่านตั้งแต่ต้น และออกแบบกระบวนการวิจัยให้สอดคล้องกับการขึ้นทะเบียนกับ อย. ส่วนการเทรน AI ก็ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ลันตา' (LANTA)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ของ สวทช. ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในแง่การเข้าถึง ศ.ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ให้กรอบคิดภายใต้แนวคิด &lt;strong&gt;&amp;quot;AI-based TB Diagnosis for All: นวัตกรรมการตรวจวัณโรคถ้วนหน้า เร็ว ง่าย เข้าถึงชุมชน&amp;quot;&lt;/strong&gt; ว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370565_%E0%B8%A8._%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2_%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;AI-based TB Diagnosis for All คือทิศทางอนาคตของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวินิจฉัยยุคใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อช่วยให้ระบบคัดกรองวัณโรคทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และขยายการบริการลงลึกไปสู่ระดับชุมชนห่างไกลได้มากขึ้น... เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองและเข้าถึงระบบดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงองค์กรการกุศลระดับโลกอย่าง Good Ventures, Open Philanthropy และ Coefficient Giving ควบคู่กับ สวทช. เนคเทค มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลในเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 7&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1780370654_6_AI_Auto_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;SERS-TB อยู่ตรงไหน และก้าวต่อไปคืออะไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;โดยสรุป SERS-TB คือนวัตกรรมคัดกรองวัณโรคที่หลอมรวมชิปขยายสัญญาณรามาน &lt;strong&gt;'OnSpec'&lt;/strong&gt; เครื่องวัดรามานแบบพกพา และระบบประมวลผล AI เข้าไว้ด้วยกัน จุดเด่นคือใช้เลือดเพียงหยดเดียว รู้ผลได้ภายในราว 30 นาที จากเดิมที่การตรวจวัณโรคแฝงต้องส่งห้องปฏิบัติการและรอผล 1-2 วัน พร้อมออกแบบให้ใช้งานได้ถึงระดับชุมชนในรูปแบบ Point-of-Care&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปัจจุบัน นวัตกรรมนี้ยังอยู่ในเฟสแรกของการศึกษา และยังไม่ได้นำมาใช้ในงานคลินิกประจำวันของโรงพยาบาล โดยทีมวิจัยกำลังเดินหน้าเก็บตัวอย่างในชุมชน ตั้งเป้าราว 1,300 ราย ซึ่งเก็บไปแล้วราว 1,000 ตัวอย่าง ผ่านเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ทดสอบความแม่นยำในสภาพการใช้งานจริง และจัดทำเป็นหลักฐานเชิงวิชาการสำหรับผลักดันสู่นโยบายต่อไป โดยผลการตรวจสามารถเรียกดูได้ผ่านซอฟต์แวร์ 'TB-SERS Analyzer' บนแพลตฟอร์ม &lt;a href="http://service.rceid.kku.ac.th" target="_blank"&gt;service.rceid.kku.ac.th&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับก้าวต่อไป ทีมวิจัยวางแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ของ อย. โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์ของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 'ลันตา' (LANTA) ของ สวทช. ในการเทรน AI ให้แม่นยำยิ่งขึ้นเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. (เนคเทค) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 7 ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการคัดกรองและตัดวงจรวัณโรคให้เร็วและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อนำประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมาย End TB ภายในปี พ.ศ. 2578&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร &amp;quot;นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค&amp;quot; โดย สวทช. (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 และ &lt;a href="https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026-end-tb-serstb-onspec.html" target="_blank"&gt;สวทช.&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-06-01T19:27:36+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/thailand-medical-innovation-hub</id>
    <title>32 เครือข่ายร่วมกับ NIA อว. สร้าง 'Medical Innovation Hub' ลดพึ่งพาต่างชาติ ด้วยการสร้างและส่งออกนวัตกรรมการแพทย์เอง</title>
    <updated>2026-05-30T05:00:00+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780145270_Medical_Innovation_Hub_all.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;เวทีรวมเครือข่ายภาคีที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ เมื่อ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)&lt;/strong&gt; หรือ &lt;strong&gt;NIA&lt;/strong&gt; ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยี &lt;strong&gt;MedTech, HealthTech&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และ &lt;strong&gt;Wellness&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สู่การใช้งานจริง ผ่านกลไก &lt;strong&gt;Regulatory Sandbox, Co-funding&lt;/strong&gt; และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ ยกระดับประเทศไทยสู่&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'Medical Innovation Hub'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ของภูมิภาค หวังลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แผนยกระดับไทยสู่ 'Medical Innovation Hub' เพื่อออกแบบ พัฒนา และต่อยอดเทคด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780143061_Medical_Innovation_Hub_%E0%B8%AD%E0%B8%A7._NIA.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสาธารณสุขจากการระบาดของโรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อข้ามพรมแดน และภาวะสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ทั่วโลกจึงเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ และเผชิญภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับจาก &lt;strong&gt;'ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สู่การเป็น &lt;strong&gt;'ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)'&lt;/strong&gt; ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีทางการการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ของตนเองได้อย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนทั้งงานวิจัย องค์ความรู้ บุคลากรทางการแพทย์ ธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัปด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมเหล่านี้ยังติดอยู่ในช่วง 'Valley of Death' หรือช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เนื่องจากขาดกลไกเชื่อมโยงสู่ผู้ใช้งานและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยทั้งกลไกการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยขณะนี้มีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการผลักดันกองทุนการกุศลเพื่อการวิจัย ซึ่งตั้งเป้าระดมทุนรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่ระดับแนวหน้าของโลก&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780142297_%E0%B8%AD%E0%B8%A7._Medical_Innovation_Hub.webp" /&gt;&lt;/em&gt;&lt;strong&gt;ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันอัปเดตว่า ปัจจุบันมีเงินทุนแล้วราว 5,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการระดมทุนเพิ่มเติมอีก 20,000&amp;ndash;30,000 ล้านบาท และยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Angel Fund และการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนนวัตกรรมไทย หากเป็นโครงการที่ตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ความร่วมมือนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการแพทย์ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน ตลอดจนสมาคมวิชาชีพ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ การสร้างนวัตกรรม การทดสอบและรับรอง &amp;nbsp;ไปจนถึงการนำไปใช้จริง และการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ ควบคู่กับการวางกลไกสำ&lt;/em&gt;&lt;em&gt;คัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;em&gt;ทั้งการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเชิงพื้นที่เพื่อปลดล็อกศักยภาพของแต่ละภูมิภาค การสนับสนุนกองทุนร่วมลงทุนและการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมี &lt;strong&gt;สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;NIA&lt;/strong&gt; ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่โรงพยาบาลและผู้ใช้งานจริง ผ่านพื้นที่นำร่องควบคู่กับการเชื่อมโยงโอกาสด้านการลงทุนจากทั้งกองทุนภาครัฐ กองทุนร่วมลงทุนภาคเอกชน และนักลงทุนสถาบัน เพื่อผลักดันโครงการที่มีศักยภาพให้เติบโตสู่ระดับธุรกิจขนาดใหญ่&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า การยกระดับไทยสู่ &lt;strong&gt;Medical Innovation Hub&lt;/strong&gt; นั้นใช้กลไกอื่นร่วมผลักดันด้วย ได้แก่ &lt;strong&gt;บัญชีนวัตกรรมไทย การสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) การพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;Regulatory Sandbox&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อเร่งให้การพัฒนานวัตกรรมสามารถเดินหน้าได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ตลอดจนต่อยอดผลงานวิจัยสู่มูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780144932_Medical_Innovation_Hub_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;ทั้งนี้ ความร่วมมือของทั้ง 33 ภาคีเครือข่าย ไม่ได้เน้นสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือจำนวนโครงการเท่านั้น แต่มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของประเทศ ทั้งด้านการรักษาและการดูแลสุขภาพ ซึ่งก่อเกิดประโยชน์ในมิติต่างๆ ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;มิติเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สร้างธุรกิจมูลค่าสูง การจ้างงานทักษะสูง และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;มิติสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ยกระดับคุณภาพการรักษา ลดภาระบุคลากร ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ เสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;มิติสุขภาพเชิงป้องกันและสุขภาพเชิงรุก (Wellness)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เน้นพัฒนาเทคโนโลยีและบริการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในระยะยาว และต่อยอดศักยภาพของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780145631_Medical_Innovation_Hub_New_Growth_Engine.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในระยะ 3 ปี ได้แก่ &lt;strong&gt;1) การผลักดันให้เกิดโครงการนำร่องไม่น้อยกว่า 10 โครงการ&lt;/strong&gt; และเครือข่ายสถานพยาบาลนำร่องไม่น้อยกว่า 20 แห่งภายในปีแรก เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ &lt;strong&gt;2) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดเวลาเฉลี่ยในการรอรับบริการของผู้ป่วยลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายใน 2 ปี&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;3) การบ่มเพาะสตาร์ตอัปด้านการแพทย์และสุขภาพไม่น้อยกว่า 20 ทีม&lt;/strong&gt; และร่วมกันพัฒนามาตรฐาน แนวปฏิบัติ หรือแนวทางกำกับดูแลใหม่ เพื่อรองรับเทคโนโลยีช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวง อว. เชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์ให้ทำงานร่วมกันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780143536_%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%9C%E0%B8%81%E0%B8%B2_NIA.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้าน &lt;strong&gt;ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในระดับสากล แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมจำนวนมากหยุดอยู่เพียงระดับต้นแบบจากโจทย์ความท้าทาย ทั้งด้านการทดสอบมาตรฐาน การขึ้นทะเบียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง MedTech, HealthTech และ Wellness ที่ต้องอาศัยทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนที่ครบวงจร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้น NIA จึงมุ่งเน้นการเชื่อมต่อโอกาสการสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) ร่วมกับแหล่งทุนภายนอก ทั้งนักลงทุนอิสระ (VC) และองค์กรธุรกิจ (CVC) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยมีสายป่านทางธุรกิจที่แข็งแรง สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และนอกจากเงินทุนแล้ว NIA ยังผลักดันกลไกการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ผ่าน &lt;strong&gt;ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล&lt;/strong&gt; ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ซึ่งจะช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้อง และสร้างการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780145029_Medical_Innovation_Hub_%282%29.webp" style="border-style: none; height: auto; cursor: pointer; padding: 0px 1px; width: 720px;" /&gt;&lt;em&gt;&amp;ldquo;การบูรณาการความร่วมมือระหว่าง NIA และ 32 หน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ จากภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลภาคเอกชน และสมาคมวิชาชีพ ภายใต้&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในสถานพยาบาลนำร่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง อว. ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจาก&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ผู้ใช้เทคโนโลยี&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ไปสู่&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศไทยในระยะยาว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;ดร.กริชผกากล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับความร่วมมือภายใต้ &lt;strong&gt;โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/strong&gt; มี 32 หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนามกับ NIA ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลเอกชน สมาคม และองค์กรภาคเอกชน ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;กรมการแพทย์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กรมควบคุมโรค&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ สทนว. (TILSNA) &amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยขอนแก่น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ชีวาศรม&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมาคมเฮลท์เทคไทย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/thailand-medical-innovation-hub"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780145270_Medical_Innovation_Hub_all.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;เวทีรวมเครือข่ายภาคีที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ เมื่อ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)&lt;/strong&gt; หรือ &lt;strong&gt;NIA&lt;/strong&gt; ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยี &lt;strong&gt;MedTech, HealthTech&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และ &lt;strong&gt;Wellness&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สู่การใช้งานจริง ผ่านกลไก &lt;strong&gt;Regulatory Sandbox, Co-funding&lt;/strong&gt; และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ ยกระดับประเทศไทยสู่&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'Medical Innovation Hub'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ของภูมิภาค หวังลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แผนยกระดับไทยสู่ 'Medical Innovation Hub' เพื่อออกแบบ พัฒนา และต่อยอดเทคด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780143061_Medical_Innovation_Hub_%E0%B8%AD%E0%B8%A7._NIA.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสาธารณสุขจากการระบาดของโรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อข้ามพรมแดน และภาวะสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ทั่วโลกจึงเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ และเผชิญภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับจาก &lt;strong&gt;'ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สู่การเป็น &lt;strong&gt;'ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)'&lt;/strong&gt; ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีทางการการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ของตนเองได้อย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนทั้งงานวิจัย องค์ความรู้ บุคลากรทางการแพทย์ ธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัปด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมเหล่านี้ยังติดอยู่ในช่วง 'Valley of Death' หรือช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เนื่องจากขาดกลไกเชื่อมโยงสู่ผู้ใช้งานและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยทั้งกลไกการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยขณะนี้มีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการผลักดันกองทุนการกุศลเพื่อการวิจัย ซึ่งตั้งเป้าระดมทุนรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่ระดับแนวหน้าของโลก&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780142297_%E0%B8%AD%E0%B8%A7._Medical_Innovation_Hub.webp" /&gt;&lt;/em&gt;&lt;strong&gt;ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันอัปเดตว่า ปัจจุบันมีเงินทุนแล้วราว 5,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการระดมทุนเพิ่มเติมอีก 20,000&amp;ndash;30,000 ล้านบาท และยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Angel Fund และการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนนวัตกรรมไทย หากเป็นโครงการที่ตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ความร่วมมือนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการแพทย์ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน ตลอดจนสมาคมวิชาชีพ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ การสร้างนวัตกรรม การทดสอบและรับรอง &amp;nbsp;ไปจนถึงการนำไปใช้จริง และการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ ควบคู่กับการวางกลไกสำ&lt;/em&gt;&lt;em&gt;คัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;em&gt;ทั้งการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเชิงพื้นที่เพื่อปลดล็อกศักยภาพของแต่ละภูมิภาค การสนับสนุนกองทุนร่วมลงทุนและการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมี &lt;strong&gt;สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;NIA&lt;/strong&gt; ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่โรงพยาบาลและผู้ใช้งานจริง ผ่านพื้นที่นำร่องควบคู่กับการเชื่อมโยงโอกาสด้านการลงทุนจากทั้งกองทุนภาครัฐ กองทุนร่วมลงทุนภาคเอกชน และนักลงทุนสถาบัน เพื่อผลักดันโครงการที่มีศักยภาพให้เติบโตสู่ระดับธุรกิจขนาดใหญ่&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า การยกระดับไทยสู่ &lt;strong&gt;Medical Innovation Hub&lt;/strong&gt; นั้นใช้กลไกอื่นร่วมผลักดันด้วย ได้แก่ &lt;strong&gt;บัญชีนวัตกรรมไทย การสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) การพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;Regulatory Sandbox&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อเร่งให้การพัฒนานวัตกรรมสามารถเดินหน้าได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ตลอดจนต่อยอดผลงานวิจัยสู่มูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780144932_Medical_Innovation_Hub_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;ทั้งนี้ ความร่วมมือของทั้ง 33 ภาคีเครือข่าย ไม่ได้เน้นสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือจำนวนโครงการเท่านั้น แต่มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของประเทศ ทั้งด้านการรักษาและการดูแลสุขภาพ ซึ่งก่อเกิดประโยชน์ในมิติต่างๆ ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;มิติเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สร้างธุรกิจมูลค่าสูง การจ้างงานทักษะสูง และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;มิติสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ยกระดับคุณภาพการรักษา ลดภาระบุคลากร ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ เสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;มิติสุขภาพเชิงป้องกันและสุขภาพเชิงรุก (Wellness)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เน้นพัฒนาเทคโนโลยีและบริการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในระยะยาว และต่อยอดศักยภาพของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780145631_Medical_Innovation_Hub_New_Growth_Engine.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในระยะ 3 ปี ได้แก่ &lt;strong&gt;1) การผลักดันให้เกิดโครงการนำร่องไม่น้อยกว่า 10 โครงการ&lt;/strong&gt; และเครือข่ายสถานพยาบาลนำร่องไม่น้อยกว่า 20 แห่งภายในปีแรก เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ &lt;strong&gt;2) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดเวลาเฉลี่ยในการรอรับบริการของผู้ป่วยลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายใน 2 ปี&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;3) การบ่มเพาะสตาร์ตอัปด้านการแพทย์และสุขภาพไม่น้อยกว่า 20 ทีม&lt;/strong&gt; และร่วมกันพัฒนามาตรฐาน แนวปฏิบัติ หรือแนวทางกำกับดูแลใหม่ เพื่อรองรับเทคโนโลยีช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวง อว. เชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์ให้ทำงานร่วมกันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780143536_%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%9C%E0%B8%81%E0%B8%B2_NIA.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้าน &lt;strong&gt;ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในระดับสากล แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมจำนวนมากหยุดอยู่เพียงระดับต้นแบบจากโจทย์ความท้าทาย ทั้งด้านการทดสอบมาตรฐาน การขึ้นทะเบียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง MedTech, HealthTech และ Wellness ที่ต้องอาศัยทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนที่ครบวงจร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้น NIA จึงมุ่งเน้นการเชื่อมต่อโอกาสการสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) ร่วมกับแหล่งทุนภายนอก ทั้งนักลงทุนอิสระ (VC) และองค์กรธุรกิจ (CVC) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยมีสายป่านทางธุรกิจที่แข็งแรง สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และนอกจากเงินทุนแล้ว NIA ยังผลักดันกลไกการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ผ่าน &lt;strong&gt;ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล&lt;/strong&gt; ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ซึ่งจะช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้อง และสร้างการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="Medical Innovation Hub" class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780145029_Medical_Innovation_Hub_%282%29.webp" style="border-style: none; height: auto; cursor: pointer; padding: 0px 1px; width: 720px;" /&gt;&lt;em&gt;&amp;ldquo;การบูรณาการความร่วมมือระหว่าง NIA และ 32 หน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ จากภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลภาคเอกชน และสมาคมวิชาชีพ ภายใต้&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในสถานพยาบาลนำร่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง อว. ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจาก&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ผู้ใช้เทคโนโลยี&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ไปสู่&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศไทยในระยะยาว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;ดร.กริชผกากล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับความร่วมมือภายใต้ &lt;strong&gt;โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/strong&gt; มี 32 หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนามกับ NIA ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลเอกชน สมาคม และองค์กรภาคเอกชน ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;กรมการแพทย์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กรมควบคุมโรค&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ สทนว. (TILSNA) &amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยขอนแก่น&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ชีวาศรม&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สมาคมเฮลท์เทคไทย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;</summary>
    <published>2026-05-30T05:00:00+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/visa-tat-visa-destinations-thailand-inbound-tourism</id>
    <title>ททท. จับมือ Visa เปิดตัว Visa Destinations ดันไทยสู่จุดหมายระดับโลกที่เที่ยวง่าย จ่ายคล่อง</title>
    <updated>2026-05-30T02:19:36+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780136221_visa_tat_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;วีซ่า (Visa) เลือกประเทศไทยเป็นตลาดแรกและเป็นประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้สถานะ Visa Destinations ในระดับประเทศ พร้อมประกาศจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าของไทยผ่านแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่เชื่อมผู้ถือบัตรเข้ากับประสบการณ์และข้อเสนอเฉพาะของแต่ละจุดหมาย ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงไปจนถึงวันเดินทางกลับบ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปั้นระบบนิเวศท่องเที่ยวไทยให้โตแบบมีคุณภาพ ทั้งสร้างความเชื่อมั่น เปิดทางให้เข้าถึงบริการได้ง่าย และกระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังจุดหมายและชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ แทนที่จะกระจุกอยู่แค่เมืองท่องเที่ยวหลัก โดย Visa Destinations จะครอบคลุมทุกช่วงของทริป ตั้งแต่การเดินทางมาถึง การสัญจรภายในประเทศ การใช้จ่ายระหว่างทาง ไปจนถึงการค้นหาประสบการณ์ท้องถิ่น มีระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและใช้ได้กว้างขวางเป็นกลไกหลัก บวกกับการดึงผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามาเชื่อมนักท่องเที่ยวกับเรื่องอาหาร ช้อปปิ้ง สุขภาพ ที่พัก การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ พร้อมหนุนให้ธุรกิจท้องถิ่นโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ดีมานด์ท่องเที่ยวยังแข็งแกร่ง แม้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้เศรษฐกิจและสถานการณ์โลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ความต้องการเดินทางในเอเชียแปซิฟิกยังไม่แผ่ว ข้อมูลจากวีซ่ายืนยันว่าการท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในหมวดใช้จ่ายหลักของผู้บริโภคในภูมิภาค และเมื่อเจอปัจจัยกดดัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกปรับแผนหรือเปลี่ยนไปจุดหมายใหม่ มากกว่าจะยกเลิกทริปไปเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เปลี่ยนชัดคือพฤติกรรมการเดินทาง คนหันมาเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น วางแผนแบบยืดหยุ่น และให้น้ำหนักกับความสะดวกในชีวิตประจำวัน ทั้งการชำระเงินที่ปลอดภัยและการเดินทางที่คล่องตัว โดยเม็ดเงินยังกระจุกอยู่ในเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องการเชื่อมต่อ ความน่าเชื่อถือ และความหลากหลายของประสบการณ์ คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวมองหา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;การท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน ททท. ได้ริเริ่มหลายโครงการ เช่น Krabi Prototype, แพลตฟอร์ม CF-Hotels, รางวัล STG Star และ TTA เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่างวีซ่าจึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงประสบการณ์จริงของนักท่องเที่ยว&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780136316_visa_tat_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ทำไมไทยถึงได้เป็น Visa Destinations ระดับประเทศที่แรกในภูมิภาค&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วีซ่าขยายแพลตฟอร์ม Visa Destinations เข้าสู่เอเชียแปซิฟิก โดยให้ไทยเป็นตลาดแรกและเป็นประเทศเดียวที่ได้สถานะ Visa Destinations ในระดับประเทศ ครอบคลุมเมืองสำคัญทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี สมุย หัวหิน และหาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลของวีซ่าชี้ว่าไทยยังครองตำแหน่งจุดหมายยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางขาเข้าในปี 2568 ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และที่น่าสนใจคือยอดใช้จ่ายต่อทริปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และการได้ใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อแยกตามที่มาของเม็ดเงิน สัดส่วนการใช้จ่ายส่วนใหญ่มากกว่าสองในสามมาจากนักท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่นักท่องเที่ยวระยะไกลอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และยุโรป ก็ยังสร้างมูลค่าสูงต่อเนื่อง โดยหมวดที่ใช้จ่ายหลักคือที่พัก อาหาร ค้าปลีก สุขภาพ และบริการในชีวิตประจำวันอย่างการเดินทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Anthony Watson ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ความหลากหลาย ทั้งเมืองใหญ่ระดับโลกและชุมชนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เมื่อความคาดหวังของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ผู้เดินทางจึงให้ความสำคัญมากขึ้นกับความมั่นใจ ความสะดวก และความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือกับ ททท. จะช่วยยกระดับประสบการณ์การชำระเงินให้ไร้รอยต่อและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากขึ้น&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Feel So Thai ที่ทรงวาด พา Visa Destinations ลงมาอยู่ในชีวิตจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Visa Destinations ไม่ได้อยู่แค่บนแพลตฟอร์ม แต่ถูกทำให้จับต้องได้ผ่านกิจกรรมในพื้นที่จริงที่เชื่อมนักท่องเที่ยวเข้ากับวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่น สำหรับเมืองไทย หมุดหมายสำคัญคือกิจกรรม Feel So Thai ที่ทรงวาด ที่พาสื่อมวลชนและครีเอเตอร์ระดับนานาชาติมาสัมผัสย่านทรงวาด ย่านประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำของกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งสถาปัตยกรรม อาหารที่มีชีวิตชีวา และชุมชนที่กำลังเติบโต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มากกว่าการพาไปเที่ยวคือ วีซ่าจับมือกับร้านค้าท้องถิ่นขยายจุดรับชำระเงินดิจิทัลในย่านทรงวาด ทำให้นักท่องเที่ยวจ่ายเงินได้สะดวกและมั่นใจขึ้น ขณะที่ธุรกิจรายเล็กก็เข้าถึงฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติและมีที่ยืนในระบบท่องเที่ยวขาเข้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นักท่องเที่ยวได้อะไรจาก Visa Destinations&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทย Visa Destinations ให้ประโยชน์หลายด้านที่ร้อยเรียงกันตลอดทริป เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การมาถึงและการเดินทางในประเทศที่ราบรื่นขึ้นด้วยระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและใช้ได้กว้างขวาง ต่อด้วยความสะดวกในการใช้จ่ายประจำวันที่ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทาง บริการต่าง ๆ อาหาร ไปจนถึงการช้อปปิ้งในทุกจุดหมาย นอกจากนี้ยังเปิดทางให้เข้าถึงประสบการณ์เฉพาะของแต่ละจุดหมายที่คัดมาแล้วอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ค้นพบวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่นแบบเป็นกันเอง พร้อมความมั่นใจตลอดเส้นทางด้วยประสบการณ์การชำระเงินที่เชื่อถือได้ในทุกช่วงเวลา และที่สำคัญคือการได้เชื่อมต่อกับชุมชนท้องถิ่นจริง ๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้นกับสถานที่ ผู้คน และธุรกิจที่อยู่นอกเหนือเส้นทางท่องเที่ยวกระแสหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้คือการประกอบร่างประสบการณ์เดินทางที่ทั้งมั่นใจและไร้รอยต่อ พร้อมตอกย้ำตำแหน่งของไทยในฐานะจุดหมายที่มอบคุณค่าระยะยาว ที่ยังส่งผลต่อเนื่องแม้ทริปจะจบลงไปแล้ว โดยความร่วมมือระหว่างวีซ่าและ ททท. รวมถึงการเดินหน้า Visa Destinations ในไทย ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและจะทยอยขยายผลผ่านกิจกรรมและความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/visa-tat-visa-destinations-thailand-inbound-tourism"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780136221_visa_tat_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;วีซ่า (Visa) เลือกประเทศไทยเป็นตลาดแรกและเป็นประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้สถานะ Visa Destinations ในระดับประเทศ พร้อมประกาศจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าของไทยผ่านแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่เชื่อมผู้ถือบัตรเข้ากับประสบการณ์และข้อเสนอเฉพาะของแต่ละจุดหมาย ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงไปจนถึงวันเดินทางกลับบ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปั้นระบบนิเวศท่องเที่ยวไทยให้โตแบบมีคุณภาพ ทั้งสร้างความเชื่อมั่น เปิดทางให้เข้าถึงบริการได้ง่าย และกระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังจุดหมายและชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ แทนที่จะกระจุกอยู่แค่เมืองท่องเที่ยวหลัก โดย Visa Destinations จะครอบคลุมทุกช่วงของทริป ตั้งแต่การเดินทางมาถึง การสัญจรภายในประเทศ การใช้จ่ายระหว่างทาง ไปจนถึงการค้นหาประสบการณ์ท้องถิ่น มีระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและใช้ได้กว้างขวางเป็นกลไกหลัก บวกกับการดึงผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามาเชื่อมนักท่องเที่ยวกับเรื่องอาหาร ช้อปปิ้ง สุขภาพ ที่พัก การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ พร้อมหนุนให้ธุรกิจท้องถิ่นโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ดีมานด์ท่องเที่ยวยังแข็งแกร่ง แม้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้เศรษฐกิจและสถานการณ์โลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ความต้องการเดินทางในเอเชียแปซิฟิกยังไม่แผ่ว ข้อมูลจากวีซ่ายืนยันว่าการท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในหมวดใช้จ่ายหลักของผู้บริโภคในภูมิภาค และเมื่อเจอปัจจัยกดดัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกปรับแผนหรือเปลี่ยนไปจุดหมายใหม่ มากกว่าจะยกเลิกทริปไปเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เปลี่ยนชัดคือพฤติกรรมการเดินทาง คนหันมาเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น วางแผนแบบยืดหยุ่น และให้น้ำหนักกับความสะดวกในชีวิตประจำวัน ทั้งการชำระเงินที่ปลอดภัยและการเดินทางที่คล่องตัว โดยเม็ดเงินยังกระจุกอยู่ในเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องการเชื่อมต่อ ความน่าเชื่อถือ และความหลากหลายของประสบการณ์ คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวมองหา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;การท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน ททท. ได้ริเริ่มหลายโครงการ เช่น Krabi Prototype, แพลตฟอร์ม CF-Hotels, รางวัล STG Star และ TTA เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่างวีซ่าจึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงประสบการณ์จริงของนักท่องเที่ยว&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780136316_visa_tat_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ทำไมไทยถึงได้เป็น Visa Destinations ระดับประเทศที่แรกในภูมิภาค&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วีซ่าขยายแพลตฟอร์ม Visa Destinations เข้าสู่เอเชียแปซิฟิก โดยให้ไทยเป็นตลาดแรกและเป็นประเทศเดียวที่ได้สถานะ Visa Destinations ในระดับประเทศ ครอบคลุมเมืองสำคัญทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี สมุย หัวหิน และหาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลของวีซ่าชี้ว่าไทยยังครองตำแหน่งจุดหมายยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางขาเข้าในปี 2568 ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และที่น่าสนใจคือยอดใช้จ่ายต่อทริปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และการได้ใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อแยกตามที่มาของเม็ดเงิน สัดส่วนการใช้จ่ายส่วนใหญ่มากกว่าสองในสามมาจากนักท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่นักท่องเที่ยวระยะไกลอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และยุโรป ก็ยังสร้างมูลค่าสูงต่อเนื่อง โดยหมวดที่ใช้จ่ายหลักคือที่พัก อาหาร ค้าปลีก สุขภาพ และบริการในชีวิตประจำวันอย่างการเดินทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Anthony Watson ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ความหลากหลาย ทั้งเมืองใหญ่ระดับโลกและชุมชนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เมื่อความคาดหวังของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ผู้เดินทางจึงให้ความสำคัญมากขึ้นกับความมั่นใจ ความสะดวก และความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือกับ ททท. จะช่วยยกระดับประสบการณ์การชำระเงินให้ไร้รอยต่อและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากขึ้น&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Feel So Thai ที่ทรงวาด พา Visa Destinations ลงมาอยู่ในชีวิตจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Visa Destinations ไม่ได้อยู่แค่บนแพลตฟอร์ม แต่ถูกทำให้จับต้องได้ผ่านกิจกรรมในพื้นที่จริงที่เชื่อมนักท่องเที่ยวเข้ากับวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่น สำหรับเมืองไทย หมุดหมายสำคัญคือกิจกรรม Feel So Thai ที่ทรงวาด ที่พาสื่อมวลชนและครีเอเตอร์ระดับนานาชาติมาสัมผัสย่านทรงวาด ย่านประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำของกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งสถาปัตยกรรม อาหารที่มีชีวิตชีวา และชุมชนที่กำลังเติบโต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มากกว่าการพาไปเที่ยวคือ วีซ่าจับมือกับร้านค้าท้องถิ่นขยายจุดรับชำระเงินดิจิทัลในย่านทรงวาด ทำให้นักท่องเที่ยวจ่ายเงินได้สะดวกและมั่นใจขึ้น ขณะที่ธุรกิจรายเล็กก็เข้าถึงฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติและมีที่ยืนในระบบท่องเที่ยวขาเข้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นักท่องเที่ยวได้อะไรจาก Visa Destinations&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทย Visa Destinations ให้ประโยชน์หลายด้านที่ร้อยเรียงกันตลอดทริป เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การมาถึงและการเดินทางในประเทศที่ราบรื่นขึ้นด้วยระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและใช้ได้กว้างขวาง ต่อด้วยความสะดวกในการใช้จ่ายประจำวันที่ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทาง บริการต่าง ๆ อาหาร ไปจนถึงการช้อปปิ้งในทุกจุดหมาย นอกจากนี้ยังเปิดทางให้เข้าถึงประสบการณ์เฉพาะของแต่ละจุดหมายที่คัดมาแล้วอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ค้นพบวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่นแบบเป็นกันเอง พร้อมความมั่นใจตลอดเส้นทางด้วยประสบการณ์การชำระเงินที่เชื่อถือได้ในทุกช่วงเวลา และที่สำคัญคือการได้เชื่อมต่อกับชุมชนท้องถิ่นจริง ๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้นกับสถานที่ ผู้คน และธุรกิจที่อยู่นอกเหนือเส้นทางท่องเที่ยวกระแสหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้คือการประกอบร่างประสบการณ์เดินทางที่ทั้งมั่นใจและไร้รอยต่อ พร้อมตอกย้ำตำแหน่งของไทยในฐานะจุดหมายที่มอบคุณค่าระยะยาว ที่ยังส่งผลต่อเนื่องแม้ทริปจะจบลงไปแล้ว โดยความร่วมมือระหว่างวีซ่าและ ททท. รวมถึงการเดินหน้า Visa Destinations ในไทย ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและจะทยอยขยายผลผ่านกิจกรรมและความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-05-30T02:19:36+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/ibm-10-billion-dollar-quantum-investment-2029</id>
    <title>IBM ทุ่มกว่า $10,000 ล้าน ลุยสร้างควอนตัมเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่เครื่องแรกของโลกในปี 2029</title>
    <updated>2026-05-29T07:53:51+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780069582_IBM_quantum_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;IBM ประกาศทุ่มเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 360,000 ล้านบาท ลงในควอนตัมคอมพิวติ้งตลอด 5 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งเป้าหมายที่ฟังดูเหมือนหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ นั่นคือการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริงเครื่องแรกของโลกให้สำเร็จภายในปี 2029&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ IBM ยื่นต่อ Securities and Exchange Commission (SEC) หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเงินก้อนนี้จะถูกกระจายไปทั้งการวิจัยและพัฒนา (Research and Development), การขยายกำลังการผลิต, การสร้างเครือข่ายพันธมิตร, งบลงทุนในสินทรัพย์ ไปจนถึงการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีควอนตัม และตลาดก็ตอบรับทันที โดยรายงานของ&lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/technology/articles/ibm-plans-10-billion-investment-105857205.html" target="_blank"&gt;&amp;nbsp;Reuters&lt;/a&gt; ระบุว่าหุ้น IBM ขยับขึ้นราว 3-4% ในวันเดียวกัน ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่เพิ่งได้แรงหนุนจากเงินสนับสนุนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เงินหมื่นล้านดอลลาร์ กระจายไปที่ไหนบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้การประกาศครั้งนี้น่าจับตา ไม่ใช่แค่ขนาดของเม็ดเงิน แต่เป็นการที่ IBM กล้ายืนยันความเชื่อมั่นระยะยาวเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน่วยงานกำกับดูแล ว่าบริษัทมองเห็นเส้นทางไปสู่จุดที่เครื่องควอนตัมจะกลายเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่ของเล่นในห้องแล็บอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;IBM ยืนยันว่าตอนนี้ได้ติดตั้งระบบควอนตัมไปแล้วมากกว่า 90 ระบบทั่วโลก ซึ่งบริษัทเคลมว่ามากกว่าจำนวนที่ผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรมเปิดเผยต่อสาธารณะรวมกันทั้งหมด และเครือข่ายควอนตัมของบริษัทก็ขยายไปครอบคลุมองค์กรกว่า 325 ราย ทั้งบริษัทระดับ Fortune 500, สตาร์ทอัพ, มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐ ที่ดึงระบบเหล่านี้ไปใช้วิจัยด้านเคมี ชีววิทยา และวัสดุศาสตร์ พูดง่าย ๆ คือ IBM ไม่ได้แค่สร้างเครื่อง แต่กำลังสร้างทั้งระบบนิเวศรอบตัวมันขึ้นมาด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เดิมพันชื่อ Starling เครื่องที่แก้ความผิดพลาดได้เองในปี 2029&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พระเอกของแผนนี้มีชื่อว่า IBM Quantum Starling ซึ่งบริษัทตั้งใจให้เป็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ทนทานต่อความผิดพลาด (Fault Tolerance) เครื่องแรกของโลก โดยจะถูกประกอบขึ้นที่ศูนย์ข้อมูลควอนตัมในเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นบ้านเกิดของเครื่องเมนเฟรม IBM มาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำว่าทนทานต่อความผิดพลาดคือหัวใจของเรื่องทั้งหมด เพราะมันคือเส้นแบ่งระหว่างเครื่องทดลองกับเครื่องที่ใช้งานจริงได้ ปัญหาใหญ่ของควอนตัมคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้คือมันไวต่อสัญญาณรบกวนจากสิ่งแวดล้อมมาก จนการคำนวณผิดเพี้ยนได้ง่าย ตามรายละเอียดในบล็อกของ IBM Quantum Starling จะรันวงจรควอนตัมที่ซับซ้อนถึง 100 ล้านเกต บนคิวบิตเชิงตรรกะ (logical qubits) จำนวน 200 ตัว โดยอาศัยรหัสแก้ความผิดพลาดแบบใหม่ที่เรียกว่า qLDPC ซึ่งช่วยลดจำนวนคิวบิตทางกายภาพที่ต้องใช้ลงได้มากถึง 90%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่ได้ทำงานด้วยบิต 0 กับ 1 แบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า quantum bit หรือ qubit ซึ่งเก็บและประมวลผลข้อมูลในแบบที่ระบบเลขฐานสองทำไม่ได้ และนี่คือที่มาของพลังมหาศาลที่หลายคนคาดหวัง Jay Gambetta หัวหน้าทีม IBM Quantum ถึงกับบอกว่า 'คอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ทนทานต่อความผิดพลาดไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป แต่มันคือความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น' และ Starling ก็ยังไม่ใช่ปลายทาง เพราะ IBM วางแผนต่อยอดไปสู่เครื่องรุ่นถัดไปชื่อ Blue Jay ที่จะสเกลขึ้นไปถึง 2,000 คิวบิตเชิงตรรกะ และ 1,000 ล้านการประมวลผล ภายในปี 2033&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Anderon โรงงานผลิตชิปควอนตัมแห่งแรกของอเมริกา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกหมุดหมายที่มาควบคู่กับเงินลงทุนก้อนนี้ คือดีลที่ IBM เพิ่งลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ Letter of Intent (LOI) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (U.S. Department of Commerce) เพื่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Anderon ซึ่งจะเป็นโรงงานผลิตชิปควอนตัมแบบ pure-play แห่งแรกของอเมริกา ตามประกาศของ IBM โปรเจกต์นี้จะได้เงินสนับสนุนจากกฎหมาย CHIPS and Science Act ราว 1,000 ล้านดอลลาร์ บวกกับเงินสดอีก 1,000 ล้านดอลลาร์จาก IBM พร้อมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร นับเป็นหนึ่งในนโยบายอุตสาหกรรมด้านควอนตัมที่ดุดันที่สุดของสหรัฐฯ เท่าที่เคยมีมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โรงงานแห่งนี้จะตั้งสำนักงานใหญ่ที่เมือง Albany รัฐนิวยอร์ก และทำหน้าที่ผลิตเวเฟอร์ควอนตัมขนาด 300 มิลลิเมตร ซึ่งก็คือแผ่นฐานเซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทางที่ใช้สร้างหน่วยประมวลผลควอนตัม อันเป็นฮาร์ดแวร์แกนกลางของคอมพิวเตอร์ควอนตัมนั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ต้องตั้งโรงงานเองก็เพราะการผลิตคือคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของวงการควอนตัมตอนนี้ ระบบส่วนใหญ่ยังถูกสร้างในจำนวนจำกัดด้วยกระบวนการผลิตเฉพาะทางที่ขยายสเกลได้ยากมาก การมีโรงงานเฉพาะทางจึงช่วยทำให้การผลิตเป็นมาตรฐานมากขึ้น ลดข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องในห้องแล็บไปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้จริง งานนี้ Chuck Schumer วุฒิสมาชิกผู้อยู่เบื้องหลังกฎหมาย CHIPS ถึงกับออกมาชื่นชมว่าเป็นการขยายขีดความสามารถการผลิตควอนตัมภายในประเทศครั้งสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมควอนตัมถึงกลายเป็นสมรภูมิของมหาอำนาจ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เบื้องหลังการเทเงินมหาศาลทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ คือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองเทคโนโลยีควอนตัมเป็นทั้งวาระทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ฝ่ายนโยบายเตือนมานานแล้วว่า ระบบควอนตัมในอนาคตอาจมีพลังมากพอที่จะถอดรหัสการเข้ารหัสบางรูปแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้ ขณะเดียวกันก็เปิดประตูสู่ความก้าวหน้าด้านการค้นพบวัสดุใหม่ การหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในปัญหาซับซ้อน และปัญญาประดิษฐ์ พูดง่าย ๆ คือใครคุมควอนตัมได้ก่อน ก็มีโอกาสได้เปรียบทั้งกระดาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเดิมพันก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ตัวเลขที่ The Quantum Insider อ้างอิงระบุว่า ตลาดเทคโนโลยีควอนตัมทั่วโลกมีแนวโน้มแตะ 106,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 และจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 ตัวเลขระดับนี้คือแรงผลักให้สหรัฐฯ จีน และยุโรป แข่งกันช่วงชิงความเป็นผู้นำทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานการผลิตอย่างเอาเป็นเอาตาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในแง่สถานะปัจจุบัน Starling ยังเป็นเป้าหมายที่ IBM ตั้งไว้ที่ปี 2029 ส่วนโรงงาน Anderon ยังอยู่ในขั้นบันทึกความเข้าใจ (LOI) ที่ต้องเดินหน้าสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายต่อไป แต่การที่ทั้งเม็ดเงินเอกชนหมื่นล้านดอลลาร์และนโยบายรัฐมาบรรจบกันในจังหวะเดียว ก็เป็นสัญญาณชัดว่าการแข่งขันเพื่อทำให้ควอนตัมกลายเป็นของจริงเชิงพาณิชย์ กำลังเร่งเครื่องเข้าสู่โค้งสำคัญแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://thequantuminsider.com/2026/05/28/ibm-plans-10-billion-quantum-push-as-efforts-to-commercialize-quantum-intensifies/" target="_blank"&gt;The Quantum Insider&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/technology/articles/ibm-plans-10-billion-investment-105857205.html" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.ibm.com/quantum/blog/large-scale-ftqc" target="_blank"&gt;IBM Quantum&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://newsroom.ibm.com/ibm-and-u-s-department-of-commerce-announce-americas-first-purpose-built-quantum-foundry" target="_blank"&gt;IBM Newsroom&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/ibm-10-billion-dollar-quantum-investment-2029"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780069582_IBM_quantum_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;IBM ประกาศทุ่มเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 360,000 ล้านบาท ลงในควอนตัมคอมพิวติ้งตลอด 5 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งเป้าหมายที่ฟังดูเหมือนหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ นั่นคือการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริงเครื่องแรกของโลกให้สำเร็จภายในปี 2029&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ IBM ยื่นต่อ Securities and Exchange Commission (SEC) หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเงินก้อนนี้จะถูกกระจายไปทั้งการวิจัยและพัฒนา (Research and Development), การขยายกำลังการผลิต, การสร้างเครือข่ายพันธมิตร, งบลงทุนในสินทรัพย์ ไปจนถึงการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีควอนตัม และตลาดก็ตอบรับทันที โดยรายงานของ&lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/technology/articles/ibm-plans-10-billion-investment-105857205.html" target="_blank"&gt;&amp;nbsp;Reuters&lt;/a&gt; ระบุว่าหุ้น IBM ขยับขึ้นราว 3-4% ในวันเดียวกัน ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่เพิ่งได้แรงหนุนจากเงินสนับสนุนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เงินหมื่นล้านดอลลาร์ กระจายไปที่ไหนบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้การประกาศครั้งนี้น่าจับตา ไม่ใช่แค่ขนาดของเม็ดเงิน แต่เป็นการที่ IBM กล้ายืนยันความเชื่อมั่นระยะยาวเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน่วยงานกำกับดูแล ว่าบริษัทมองเห็นเส้นทางไปสู่จุดที่เครื่องควอนตัมจะกลายเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่ของเล่นในห้องแล็บอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;IBM ยืนยันว่าตอนนี้ได้ติดตั้งระบบควอนตัมไปแล้วมากกว่า 90 ระบบทั่วโลก ซึ่งบริษัทเคลมว่ามากกว่าจำนวนที่ผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรมเปิดเผยต่อสาธารณะรวมกันทั้งหมด และเครือข่ายควอนตัมของบริษัทก็ขยายไปครอบคลุมองค์กรกว่า 325 ราย ทั้งบริษัทระดับ Fortune 500, สตาร์ทอัพ, มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐ ที่ดึงระบบเหล่านี้ไปใช้วิจัยด้านเคมี ชีววิทยา และวัสดุศาสตร์ พูดง่าย ๆ คือ IBM ไม่ได้แค่สร้างเครื่อง แต่กำลังสร้างทั้งระบบนิเวศรอบตัวมันขึ้นมาด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เดิมพันชื่อ Starling เครื่องที่แก้ความผิดพลาดได้เองในปี 2029&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พระเอกของแผนนี้มีชื่อว่า IBM Quantum Starling ซึ่งบริษัทตั้งใจให้เป็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ทนทานต่อความผิดพลาด (Fault Tolerance) เครื่องแรกของโลก โดยจะถูกประกอบขึ้นที่ศูนย์ข้อมูลควอนตัมในเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นบ้านเกิดของเครื่องเมนเฟรม IBM มาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำว่าทนทานต่อความผิดพลาดคือหัวใจของเรื่องทั้งหมด เพราะมันคือเส้นแบ่งระหว่างเครื่องทดลองกับเครื่องที่ใช้งานจริงได้ ปัญหาใหญ่ของควอนตัมคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้คือมันไวต่อสัญญาณรบกวนจากสิ่งแวดล้อมมาก จนการคำนวณผิดเพี้ยนได้ง่าย ตามรายละเอียดในบล็อกของ IBM Quantum Starling จะรันวงจรควอนตัมที่ซับซ้อนถึง 100 ล้านเกต บนคิวบิตเชิงตรรกะ (logical qubits) จำนวน 200 ตัว โดยอาศัยรหัสแก้ความผิดพลาดแบบใหม่ที่เรียกว่า qLDPC ซึ่งช่วยลดจำนวนคิวบิตทางกายภาพที่ต้องใช้ลงได้มากถึง 90%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่ได้ทำงานด้วยบิต 0 กับ 1 แบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า quantum bit หรือ qubit ซึ่งเก็บและประมวลผลข้อมูลในแบบที่ระบบเลขฐานสองทำไม่ได้ และนี่คือที่มาของพลังมหาศาลที่หลายคนคาดหวัง Jay Gambetta หัวหน้าทีม IBM Quantum ถึงกับบอกว่า 'คอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ทนทานต่อความผิดพลาดไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป แต่มันคือความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น' และ Starling ก็ยังไม่ใช่ปลายทาง เพราะ IBM วางแผนต่อยอดไปสู่เครื่องรุ่นถัดไปชื่อ Blue Jay ที่จะสเกลขึ้นไปถึง 2,000 คิวบิตเชิงตรรกะ และ 1,000 ล้านการประมวลผล ภายในปี 2033&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Anderon โรงงานผลิตชิปควอนตัมแห่งแรกของอเมริกา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกหมุดหมายที่มาควบคู่กับเงินลงทุนก้อนนี้ คือดีลที่ IBM เพิ่งลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ Letter of Intent (LOI) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (U.S. Department of Commerce) เพื่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Anderon ซึ่งจะเป็นโรงงานผลิตชิปควอนตัมแบบ pure-play แห่งแรกของอเมริกา ตามประกาศของ IBM โปรเจกต์นี้จะได้เงินสนับสนุนจากกฎหมาย CHIPS and Science Act ราว 1,000 ล้านดอลลาร์ บวกกับเงินสดอีก 1,000 ล้านดอลลาร์จาก IBM พร้อมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร นับเป็นหนึ่งในนโยบายอุตสาหกรรมด้านควอนตัมที่ดุดันที่สุดของสหรัฐฯ เท่าที่เคยมีมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โรงงานแห่งนี้จะตั้งสำนักงานใหญ่ที่เมือง Albany รัฐนิวยอร์ก และทำหน้าที่ผลิตเวเฟอร์ควอนตัมขนาด 300 มิลลิเมตร ซึ่งก็คือแผ่นฐานเซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทางที่ใช้สร้างหน่วยประมวลผลควอนตัม อันเป็นฮาร์ดแวร์แกนกลางของคอมพิวเตอร์ควอนตัมนั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ต้องตั้งโรงงานเองก็เพราะการผลิตคือคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของวงการควอนตัมตอนนี้ ระบบส่วนใหญ่ยังถูกสร้างในจำนวนจำกัดด้วยกระบวนการผลิตเฉพาะทางที่ขยายสเกลได้ยากมาก การมีโรงงานเฉพาะทางจึงช่วยทำให้การผลิตเป็นมาตรฐานมากขึ้น ลดข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องในห้องแล็บไปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้จริง งานนี้ Chuck Schumer วุฒิสมาชิกผู้อยู่เบื้องหลังกฎหมาย CHIPS ถึงกับออกมาชื่นชมว่าเป็นการขยายขีดความสามารถการผลิตควอนตัมภายในประเทศครั้งสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมควอนตัมถึงกลายเป็นสมรภูมิของมหาอำนาจ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เบื้องหลังการเทเงินมหาศาลทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ คือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองเทคโนโลยีควอนตัมเป็นทั้งวาระทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ฝ่ายนโยบายเตือนมานานแล้วว่า ระบบควอนตัมในอนาคตอาจมีพลังมากพอที่จะถอดรหัสการเข้ารหัสบางรูปแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้ ขณะเดียวกันก็เปิดประตูสู่ความก้าวหน้าด้านการค้นพบวัสดุใหม่ การหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในปัญหาซับซ้อน และปัญญาประดิษฐ์ พูดง่าย ๆ คือใครคุมควอนตัมได้ก่อน ก็มีโอกาสได้เปรียบทั้งกระดาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเดิมพันก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ตัวเลขที่ The Quantum Insider อ้างอิงระบุว่า ตลาดเทคโนโลยีควอนตัมทั่วโลกมีแนวโน้มแตะ 106,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 และจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 ตัวเลขระดับนี้คือแรงผลักให้สหรัฐฯ จีน และยุโรป แข่งกันช่วงชิงความเป็นผู้นำทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานการผลิตอย่างเอาเป็นเอาตาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในแง่สถานะปัจจุบัน Starling ยังเป็นเป้าหมายที่ IBM ตั้งไว้ที่ปี 2029 ส่วนโรงงาน Anderon ยังอยู่ในขั้นบันทึกความเข้าใจ (LOI) ที่ต้องเดินหน้าสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายต่อไป แต่การที่ทั้งเม็ดเงินเอกชนหมื่นล้านดอลลาร์และนโยบายรัฐมาบรรจบกันในจังหวะเดียว ก็เป็นสัญญาณชัดว่าการแข่งขันเพื่อทำให้ควอนตัมกลายเป็นของจริงเชิงพาณิชย์ กำลังเร่งเครื่องเข้าสู่โค้งสำคัญแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://thequantuminsider.com/2026/05/28/ibm-plans-10-billion-quantum-push-as-efforts-to-commercialize-quantum-intensifies/" target="_blank"&gt;The Quantum Insider&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/technology/articles/ibm-plans-10-billion-investment-105857205.html" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.ibm.com/quantum/blog/large-scale-ftqc" target="_blank"&gt;IBM Quantum&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://newsroom.ibm.com/ibm-and-u-s-department-of-commerce-announce-americas-first-purpose-built-quantum-foundry" target="_blank"&gt;IBM Newsroom&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-05-29T07:53:51+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/token-as-a-kpi-ai-evaluation</id>
    <title>รู้จักเทรนด์ Token as a KPI  การวัดผลว่าพนักงานใช้ AI คุ้มแค่ไหน</title>
    <updated>2026-05-29T04:52:03+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ย้อนกลับไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คำสั่งยอดฮิตจากบอร์ดบริหารของบริษัทเทคโนโลยีทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป คงหนีไม่พ้นการอนุมัติงบก้อนโตเพื่อกว้านซื้อ AI tools เข้ามาให้พนักงานใช้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดคำถามที่ตามมาคือ &lt;strong&gt;&amp;quot;แล้วที่จ่ายไปน่ะ มันคุ้มไหม?&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และนี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การหาตัวชี้วัดที่ตลกร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในโลกการทำงาน เพราะเมื่อเหล่าผู้บริหารเริ่มนึกอะไรไม่ออก คำตอบที่ดูเป็นคณิตศาสตร์และจับต้องง่ายที่สุดจึงถูกหยิบขึ้นมา นั่นคือ Token หรือหน่วยนับปริมาณการประมวลผลที่บริษัท AI ใช้คิดเงินเรานั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780049849_Token_as_a_KPI.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าอธิบายง่ายๆ Token ก็เหมือนมิเตอร์แท็กซี่ เพราะยิ่งพนักงานพิมพ์คุยกับ AI ยาวเท่าไหร่ หรือ AI ตอบกลับมาเยอะแค่ไหน ตัวเลข Token ก็จะวิ่งไปเรื่อย ๆ และบริษัท AI ก็จะเก็บเงินเราตามนั้น ซึ่งสิ่งที่ผู้บริหารคิดคือ ถ้าพนักงานใช้ Token กันเยอะ ๆ ก็แปลว่าพวกเขากำลังขยันใช้ AI ทำงานกันอย่างคุ้มค่าเงินนั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะแบบนี้ Token เลยถูกเลื่อนขั้นให้กลายเป็น KPI ตัวใหม่ของบริษัทเทคฯ ระดับโลก ทันที บางบริษัทถึงขั้นตั้งเป้าว่า 'ไตรมาสนี้ทุกคนต้องใช้ AI ให้กิน Token มากขึ้น' หรือหนักกว่านั้นคือ เอาตัวเลขการกดใช้ AI มาวัดผลประเมินโบนัสพนักงานกันดื้อ ๆ เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทความนี้ Techsauce เลยอยากพาไปเจาะดูแนวคิด Token as a KPI ว่ามันใช้วัดประสิทธิภาพ และ ROI ของการทำงานได้จริงมากน้อยแค่ไหน!&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Token ทำงานยังไง และทำไมมันถึงดูเหมือน KPI ที่สมเหตุสมผล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะไปถึงว่ามันใช้ได้หรือไม่ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่า Token มันคืออะไรกันแน่ในเชิงเทคนิค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780049953_Token_as_a_KPI_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวลาที่เราพิมพ์ข้อความให้ AI อ่าน ระบบจะไม่ได้ประมวลผลทีละตัวอักษร แต่จะตัดข้อความออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อน แต่ละชิ้นเรียกว่า 1 Token โดยในภาษาอังกฤษ 1 Token เท่ากับประมาณ 4 ตัวอักษร หรือครึ่งคำ ส่วนภาษาไทยและภาษาเอเชียอื่น ๆ จะกิน Token มากกว่าเพราะโครงสร้างภาษาต่างกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ Token แบ่งออกเป็น 2 ประเภท และมีราคาต่างกันมาก&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Input Token:&lt;/strong&gt; สิ่งที่เราส่งให้ AI อ่าน ทั้งคำถาม บริบท เอกสาร และคำสั่ง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Output Token:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สิ่งที่ AI ตอบกลับมา ซึ่ง[แพงกว่า Input ถึง 4-5 เท่า เพราะต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่า&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;พอเข้าใจแบบนี้แล้ว ก็ไม่แปลกที่ผู้บริหารจะมองว่า Token คือหน้าต่างที่โปร่งใสที่สุดในการดูว่าองค์กรใช้ AI ไปมากแค่ไหน เพราะมันผูกกับเงินโดยตรง วัดได้แบบ Real-time ผ่าน Dashboard ของทุกแพลตฟอร์ม และเปรียบเทียบระหว่างทีมได้ทันที ในยุคที่ทุกอย่างต้องมีตัวเลข Token จึงดูเหมือนคำตอบที่สมบูรณ์แบบ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2026 ยุคแห่งการ &amp;lsquo;ปั๊ม Token&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.wsj.com/cio-journal/why-some-companies-say-ai-tokenmaxxing-is-key-to-survival-e699a128"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780050136_1780050135173.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และแล้วผลกระทบที่ไม่มีใครคาดคิดก็ปรากฏขึ้นจริง ในรูปแบบของพฤติกรรมที่เรียกกันว่า Tokenmaxxing&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความจริงเริ่มถูกเปิดเผยเมื่อช่วงปลายปี 2025 เมื่อสื่อเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เริ่มรายงานถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดในองค์กรใหญ่อย่าง Amazon, Meta และ Microsoft มีพนักงานบางส่วนถูกจับได้ว่า จงใจทำทุกวิถีทางให้ตัวเลข Token พุ่งสูงขึ้น โดยไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้แก่เนื้องานจริง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพที่เกิดขึ้นในออฟฟิศคือ พนักงานบางคนสั่งให้ AI เขียนอีเมลฉบับเดียวกันซ้ำ ๆ ในสิบรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนป้อนเอกสารชุดเดิมให้ AI สรุปซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือบางคนใช้วิธีตั้งคำถามปลายเปิดในหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เพียงเพื่อให้เกิดบทสนทนาที่ยาวที่สุด พฤติกรรมเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงการเทคโนโลยีทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สิ่งที่น่าคิดต่อคือ คนที่ทำพฤติกรรมนี้หลายคนเป็นพนักงานระดับท็อปที่มีความสามารถสูง และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าระบบประเมินผลขององค์กรกำลังมองหาอะไร ในเมื่อบริษัทบอกว่าตัวเลข Token คือสิ่งสำคัญที่มีผลต่อโบนัสและการเลื่อนขั้น พวกเขาก็แค่ทำในสิ่งที่ระบบบอกว่าดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักวิเคราะห์จาก The Conversation ชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นรูปแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกธุรกิจ ทุกครั้งที่มีการนำตัวชี้วัดที่ผิดพลาดมาบังคับใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ นี่คือปัญหาคลาสสิกที่นักเศรษฐศาสตร์รู้จักกันดีในชื่อ Goodhart's Law ซึ่งสรุปไว้ว่า &amp;quot;เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย มันจะหยุดเป็นตัวชี้วัดที่ดีทันที&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อองค์กรเปลี่ยนให้ Token จากเดิมที่เป็นเพียง &amp;lsquo;หน่วยนับค่าใช้จ่ายทางเทคนิค&amp;rsquo; กลายมาเป็น &amp;lsquo;เป้าหมายในการทำงาน&amp;rsquo; พนักงานจึงเลือกที่จะทิ้งคุณภาพของเนื้องาน แล้วหันมาทำทุกวิถีทางเพื่อตอบสนองต่อตัวเลขนั้นแทน และ Token as a KPI ก็ได้ตกหลุมพรางนี้เข้าอย่างจัง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Token as a KPI ใช้ได้จริงแค่ไหน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิเคราะห์จาก Deloitte ออกมาเตือนว่า ตัวเลขการใช้ Token กำลังเสี่ยงที่จะกลายเป็น Vanity Metric หรือตัวเลขที่ดูดีแค่ในรายงาน แต่ไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงอะไรเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ยุค 1980s ในยุคนั้น องค์กรเคยใช้จำนวนบรรทัดของโค้ดมาเป็น KPI วัดความเก่งของโปรแกรมเมอร์ ก่อนที่ทุกคนจะตระหนักในเวลาต่อมาว่ามันเป็นวิธีที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง เพราะในความเป็นจริง โค้ดที่ดีและมีประสิทธิภาพมักจะสั้น กระชับ และเรียบง่าย ไม่ใช่โค้ดที่ยาวเหยียดจนรุงรัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สมมติในออฟฟิศยุคปัจจุบันระหว่าง ทีม A และ ทีม B ที่ได้รับโจทย์ให้ใช้ AI ช่วยสรุปรายงานประจำเดือนเหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ทีม A มีความเชี่ยวชาญในการสั่งงาน พวกเขาตั้งคำถามที่คมและตรงประเด็น ทำให้ AI คายคำตอบที่ถูกต้องและนำไปใช้งานได้ทันทีภายในรอบเดียว โดยใช้ Token ไปเพียง 500 หน่วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทีม B ยังขาดความเข้าใจ จึงป้อนคำสั่งแบบคลุมเครือ ทำให้ AI ตอบไม่ตรงเป้า ทีม B ต้องลองผิดลองถูก ถามซ้ำไปซ้ำมาถึง 5 รอบ กว่าจะได้งานที่พอใช้ได้ และผลาญ Token ไปถึง 3,000 หน่วย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;หากองค์กรใช้เลนส์ของ KPI แบบ Token มาตัดสิน สัญญาณแดชบอร์ดจะบอกทันทีว่า ทีม B มีความขยันและโอบรับการใช้ AI หนักกว่าทีม A ทั้งที่ในความเป็นจริง ทีม A ทำงานได้ฉลาด มีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนกว่ามาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สอดคล้องกับรายงานจาก PYMNTS ที่ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า กราฟการใช้ AI ที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ได้การันตีว่ามูลค่าทางธุรกิจจะเติบโตตามเป็นเงาตามตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นคือเหตุผลที่ Yamini Rangan ซีอีโอของ HubSpot ออกมาขมวดปมปัญหานี้ไว้ด้วยประโยคสั้น ๆ ซึ่งกลายเป็นโควทที่ถูกส่งต่อมากที่สุดในวงการ AI Operations ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;Outcome Maxxing beats Token Maxxing หรือแปลไทยเป็นแนว ๆ ว่า สร้างผลลัพธ์ให้งอกเงย ดีกว่าปั๊มตัวเลขให้งอกงาม&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แล้วในยุค AI เราควรวัด KPI จากอะไรดี?&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Token เกิดมาเพื่อคิดเงิน ไม่ใช่เพื่อวัดความสำเร็จ แต่ตัวชี้วัดแบบ Outcome ที่หลายคนพูดถึงก็ยังมีข้อจำกัดในตัวเองเช่นกัน Cost per Feature บอกได้ว่าส่งงานเร็วขึ้นไหม แต่ไม่ได้บอกว่างานนั้นสร้างคุณค่าให้ลูกค้าจริง ๆ หรือเปล่า Time Saved บอกได้ว่าประหยัดเวลา แต่ไม่รู้ว่าเวลาที่ประหยัดได้นั้นถูกนำไปใช้กับอะไรต่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บางทีคำถามที่ยากกว่าคือ ในยุคที่ AI เข้ามาอยู่ในทุกขั้นตอนของการทำงาน เราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือ &amp;quot;ผลลัพธ์ที่แท้จริง&amp;quot; กันแน่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;องค์กรบางแห่งเริ่มหันมาวัดสิ่งที่จับต้องยากขึ้น เช่น ความพึงพอใจของพนักงานที่ทำงานร่วมกับ AI คุณภาพของการตัดสินใจที่ได้จาก AI-assisted analysis หรือแม้แต่ความสามารถขององค์กรในการ adapt กับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้วัดยาก ตีความต่างกันได้ และไม่มีสูตรสำเร็จ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณคิดว่าในยุค AI องค์กรควรวัดความสำเร็จจากอะไร ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง &lt;a href="https://skywork.ai/skypage/en/The-Ultimate-Guide-to-LLM-Token-Counters:-Your-Key-to-Unlocking-AI-Efficiency-and-Cost-Control/1975590557433524224,"&gt;skywork.ai,&lt;/a&gt; &lt;a href="https://www.codeant.ai/blogs/token-efficiency-llm-performance"&gt;codeant.ai&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://portkey.ai/blog/tracking-llm-token-usage-across-providers-teams-and-workloads/"&gt;portkey.ai&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.tomshardware.com/tech-industry/big-tech/big-tech-has-a-tokenmaxxing-habit"&gt;tomshardware&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://theconversation.com/silicon-valleys-ai-tokenmaxxing-obsession-has-a-big-problem-and-philosophers-saw-it-coming-281530"&gt;theconversation&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.trendingtopics.eu/tokenmaxxing-is-ai-token-consumption-a-productivity-metric-or-vanity-trap/"&gt;trendingtopics.eu&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pymnts.com/artificial-intelligence-2/2026/ai-adoption-is-being-measured-in-tokens-but-the-metric-falls-short-experts-say/"&gt;pymnts&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://blog.sentry.io/core-kpis-llm-performance-how-to-track-metrics/"&gt;blog.sentry.io&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/token-as-a-kpi-ai-evaluation"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ย้อนกลับไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คำสั่งยอดฮิตจากบอร์ดบริหารของบริษัทเทคโนโลยีทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป คงหนีไม่พ้นการอนุมัติงบก้อนโตเพื่อกว้านซื้อ AI tools เข้ามาให้พนักงานใช้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดคำถามที่ตามมาคือ &lt;strong&gt;&amp;quot;แล้วที่จ่ายไปน่ะ มันคุ้มไหม?&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และนี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การหาตัวชี้วัดที่ตลกร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในโลกการทำงาน เพราะเมื่อเหล่าผู้บริหารเริ่มนึกอะไรไม่ออก คำตอบที่ดูเป็นคณิตศาสตร์และจับต้องง่ายที่สุดจึงถูกหยิบขึ้นมา นั่นคือ Token หรือหน่วยนับปริมาณการประมวลผลที่บริษัท AI ใช้คิดเงินเรานั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780049849_Token_as_a_KPI.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าอธิบายง่ายๆ Token ก็เหมือนมิเตอร์แท็กซี่ เพราะยิ่งพนักงานพิมพ์คุยกับ AI ยาวเท่าไหร่ หรือ AI ตอบกลับมาเยอะแค่ไหน ตัวเลข Token ก็จะวิ่งไปเรื่อย ๆ และบริษัท AI ก็จะเก็บเงินเราตามนั้น ซึ่งสิ่งที่ผู้บริหารคิดคือ ถ้าพนักงานใช้ Token กันเยอะ ๆ ก็แปลว่าพวกเขากำลังขยันใช้ AI ทำงานกันอย่างคุ้มค่าเงินนั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะแบบนี้ Token เลยถูกเลื่อนขั้นให้กลายเป็น KPI ตัวใหม่ของบริษัทเทคฯ ระดับโลก ทันที บางบริษัทถึงขั้นตั้งเป้าว่า 'ไตรมาสนี้ทุกคนต้องใช้ AI ให้กิน Token มากขึ้น' หรือหนักกว่านั้นคือ เอาตัวเลขการกดใช้ AI มาวัดผลประเมินโบนัสพนักงานกันดื้อ ๆ เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทความนี้ Techsauce เลยอยากพาไปเจาะดูแนวคิด Token as a KPI ว่ามันใช้วัดประสิทธิภาพ และ ROI ของการทำงานได้จริงมากน้อยแค่ไหน!&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Token ทำงานยังไง และทำไมมันถึงดูเหมือน KPI ที่สมเหตุสมผล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะไปถึงว่ามันใช้ได้หรือไม่ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่า Token มันคืออะไรกันแน่ในเชิงเทคนิค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780049953_Token_as_a_KPI_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวลาที่เราพิมพ์ข้อความให้ AI อ่าน ระบบจะไม่ได้ประมวลผลทีละตัวอักษร แต่จะตัดข้อความออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อน แต่ละชิ้นเรียกว่า 1 Token โดยในภาษาอังกฤษ 1 Token เท่ากับประมาณ 4 ตัวอักษร หรือครึ่งคำ ส่วนภาษาไทยและภาษาเอเชียอื่น ๆ จะกิน Token มากกว่าเพราะโครงสร้างภาษาต่างกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ Token แบ่งออกเป็น 2 ประเภท และมีราคาต่างกันมาก&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Input Token:&lt;/strong&gt; สิ่งที่เราส่งให้ AI อ่าน ทั้งคำถาม บริบท เอกสาร และคำสั่ง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Output Token:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สิ่งที่ AI ตอบกลับมา ซึ่ง[แพงกว่า Input ถึง 4-5 เท่า เพราะต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่า&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;พอเข้าใจแบบนี้แล้ว ก็ไม่แปลกที่ผู้บริหารจะมองว่า Token คือหน้าต่างที่โปร่งใสที่สุดในการดูว่าองค์กรใช้ AI ไปมากแค่ไหน เพราะมันผูกกับเงินโดยตรง วัดได้แบบ Real-time ผ่าน Dashboard ของทุกแพลตฟอร์ม และเปรียบเทียบระหว่างทีมได้ทันที ในยุคที่ทุกอย่างต้องมีตัวเลข Token จึงดูเหมือนคำตอบที่สมบูรณ์แบบ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2026 ยุคแห่งการ &amp;lsquo;ปั๊ม Token&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.wsj.com/cio-journal/why-some-companies-say-ai-tokenmaxxing-is-key-to-survival-e699a128"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1780050136_1780050135173.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และแล้วผลกระทบที่ไม่มีใครคาดคิดก็ปรากฏขึ้นจริง ในรูปแบบของพฤติกรรมที่เรียกกันว่า Tokenmaxxing&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความจริงเริ่มถูกเปิดเผยเมื่อช่วงปลายปี 2025 เมื่อสื่อเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เริ่มรายงานถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดในองค์กรใหญ่อย่าง Amazon, Meta และ Microsoft มีพนักงานบางส่วนถูกจับได้ว่า จงใจทำทุกวิถีทางให้ตัวเลข Token พุ่งสูงขึ้น โดยไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้แก่เนื้องานจริง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพที่เกิดขึ้นในออฟฟิศคือ พนักงานบางคนสั่งให้ AI เขียนอีเมลฉบับเดียวกันซ้ำ ๆ ในสิบรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนป้อนเอกสารชุดเดิมให้ AI สรุปซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือบางคนใช้วิธีตั้งคำถามปลายเปิดในหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เพียงเพื่อให้เกิดบทสนทนาที่ยาวที่สุด พฤติกรรมเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงการเทคโนโลยีทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สิ่งที่น่าคิดต่อคือ คนที่ทำพฤติกรรมนี้หลายคนเป็นพนักงานระดับท็อปที่มีความสามารถสูง และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าระบบประเมินผลขององค์กรกำลังมองหาอะไร ในเมื่อบริษัทบอกว่าตัวเลข Token คือสิ่งสำคัญที่มีผลต่อโบนัสและการเลื่อนขั้น พวกเขาก็แค่ทำในสิ่งที่ระบบบอกว่าดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักวิเคราะห์จาก The Conversation ชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นรูปแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกธุรกิจ ทุกครั้งที่มีการนำตัวชี้วัดที่ผิดพลาดมาบังคับใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ นี่คือปัญหาคลาสสิกที่นักเศรษฐศาสตร์รู้จักกันดีในชื่อ Goodhart's Law ซึ่งสรุปไว้ว่า &amp;quot;เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย มันจะหยุดเป็นตัวชี้วัดที่ดีทันที&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อองค์กรเปลี่ยนให้ Token จากเดิมที่เป็นเพียง &amp;lsquo;หน่วยนับค่าใช้จ่ายทางเทคนิค&amp;rsquo; กลายมาเป็น &amp;lsquo;เป้าหมายในการทำงาน&amp;rsquo; พนักงานจึงเลือกที่จะทิ้งคุณภาพของเนื้องาน แล้วหันมาทำทุกวิถีทางเพื่อตอบสนองต่อตัวเลขนั้นแทน และ Token as a KPI ก็ได้ตกหลุมพรางนี้เข้าอย่างจัง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Token as a KPI ใช้ได้จริงแค่ไหน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิเคราะห์จาก Deloitte ออกมาเตือนว่า ตัวเลขการใช้ Token กำลังเสี่ยงที่จะกลายเป็น Vanity Metric หรือตัวเลขที่ดูดีแค่ในรายงาน แต่ไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงอะไรเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ยุค 1980s ในยุคนั้น องค์กรเคยใช้จำนวนบรรทัดของโค้ดมาเป็น KPI วัดความเก่งของโปรแกรมเมอร์ ก่อนที่ทุกคนจะตระหนักในเวลาต่อมาว่ามันเป็นวิธีที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง เพราะในความเป็นจริง โค้ดที่ดีและมีประสิทธิภาพมักจะสั้น กระชับ และเรียบง่าย ไม่ใช่โค้ดที่ยาวเหยียดจนรุงรัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สมมติในออฟฟิศยุคปัจจุบันระหว่าง ทีม A และ ทีม B ที่ได้รับโจทย์ให้ใช้ AI ช่วยสรุปรายงานประจำเดือนเหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ทีม A มีความเชี่ยวชาญในการสั่งงาน พวกเขาตั้งคำถามที่คมและตรงประเด็น ทำให้ AI คายคำตอบที่ถูกต้องและนำไปใช้งานได้ทันทีภายในรอบเดียว โดยใช้ Token ไปเพียง 500 หน่วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทีม B ยังขาดความเข้าใจ จึงป้อนคำสั่งแบบคลุมเครือ ทำให้ AI ตอบไม่ตรงเป้า ทีม B ต้องลองผิดลองถูก ถามซ้ำไปซ้ำมาถึง 5 รอบ กว่าจะได้งานที่พอใช้ได้ และผลาญ Token ไปถึง 3,000 หน่วย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;หากองค์กรใช้เลนส์ของ KPI แบบ Token มาตัดสิน สัญญาณแดชบอร์ดจะบอกทันทีว่า ทีม B มีความขยันและโอบรับการใช้ AI หนักกว่าทีม A ทั้งที่ในความเป็นจริง ทีม A ทำงานได้ฉลาด มีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนกว่ามาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สอดคล้องกับรายงานจาก PYMNTS ที่ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า กราฟการใช้ AI ที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ได้การันตีว่ามูลค่าทางธุรกิจจะเติบโตตามเป็นเงาตามตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นคือเหตุผลที่ Yamini Rangan ซีอีโอของ HubSpot ออกมาขมวดปมปัญหานี้ไว้ด้วยประโยคสั้น ๆ ซึ่งกลายเป็นโควทที่ถูกส่งต่อมากที่สุดในวงการ AI Operations ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;Outcome Maxxing beats Token Maxxing หรือแปลไทยเป็นแนว ๆ ว่า สร้างผลลัพธ์ให้งอกเงย ดีกว่าปั๊มตัวเลขให้งอกงาม&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แล้วในยุค AI เราควรวัด KPI จากอะไรดี?&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Token เกิดมาเพื่อคิดเงิน ไม่ใช่เพื่อวัดความสำเร็จ แต่ตัวชี้วัดแบบ Outcome ที่หลายคนพูดถึงก็ยังมีข้อจำกัดในตัวเองเช่นกัน Cost per Feature บอกได้ว่าส่งงานเร็วขึ้นไหม แต่ไม่ได้บอกว่างานนั้นสร้างคุณค่าให้ลูกค้าจริง ๆ หรือเปล่า Time Saved บอกได้ว่าประหยัดเวลา แต่ไม่รู้ว่าเวลาที่ประหยัดได้นั้นถูกนำไปใช้กับอะไรต่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บางทีคำถามที่ยากกว่าคือ ในยุคที่ AI เข้ามาอยู่ในทุกขั้นตอนของการทำงาน เราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือ &amp;quot;ผลลัพธ์ที่แท้จริง&amp;quot; กันแน่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;องค์กรบางแห่งเริ่มหันมาวัดสิ่งที่จับต้องยากขึ้น เช่น ความพึงพอใจของพนักงานที่ทำงานร่วมกับ AI คุณภาพของการตัดสินใจที่ได้จาก AI-assisted analysis หรือแม้แต่ความสามารถขององค์กรในการ adapt กับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้วัดยาก ตีความต่างกันได้ และไม่มีสูตรสำเร็จ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณคิดว่าในยุค AI องค์กรควรวัดความสำเร็จจากอะไร ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง &lt;a href="https://skywork.ai/skypage/en/The-Ultimate-Guide-to-LLM-Token-Counters:-Your-Key-to-Unlocking-AI-Efficiency-and-Cost-Control/1975590557433524224,"&gt;skywork.ai,&lt;/a&gt; &lt;a href="https://www.codeant.ai/blogs/token-efficiency-llm-performance"&gt;codeant.ai&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://portkey.ai/blog/tracking-llm-token-usage-across-providers-teams-and-workloads/"&gt;portkey.ai&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.tomshardware.com/tech-industry/big-tech/big-tech-has-a-tokenmaxxing-habit"&gt;tomshardware&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://theconversation.com/silicon-valleys-ai-tokenmaxxing-obsession-has-a-big-problem-and-philosophers-saw-it-coming-281530"&gt;theconversation&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.trendingtopics.eu/tokenmaxxing-is-ai-token-consumption-a-productivity-metric-or-vanity-trap/"&gt;trendingtopics.eu&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pymnts.com/artificial-intelligence-2/2026/ai-adoption-is-being-measured-in-tokens-but-the-metric-falls-short-experts-say/"&gt;pymnts&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://blog.sentry.io/core-kpis-llm-performance-how-to-track-metrics/"&gt;blog.sentry.io&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-05-29T04:52:03+00:00</published>
  </entry>
</feed>
